Review | Lorde - Melodrama


    Lorde (Ella Marija Lani Yelich O'Conner) นักร้อง นักแต่งเพลงนิวซีแลนด์ โด่งดังกันจากเพลง Royals ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้แต่ยึดชาร์ตได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเพลงที่ได้คุณภาพ แตกต่าง และยังเป็นที่นิยมมากนั้นหาได้ยากในบิลบอร์ดหมายเลขหนึ่งปกติ และอัลบั้มที่ตามหลังมา Pure Heroine ยังคงรูปแบบดนตรีตามที่ซิงเกิ้ลนำเริ่มไว้ ไม่ผิดหวัง แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษมากสำหรับประทับใจแรก อย่างน้อยก็ไม่นึกว่ามันจะนำมาสู่ชิ้นงานต่อเป็นอัลบั้มนี้ได้หรอก Lorde ซึ่งปกติภาพลักษณ์ เนื้อเพลง แนวดนตรีก็เกินอายุไปอยู่แล้ว แต่ถ้าลองเทียบพัฒนาการตอนนี้กับชิ้นงานแรกแล้ว ทำให้เรารู้ว่าเธอยังสามารถมีความคิดที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้กว่านี้อีกมากกก พื้นเพเดิมดูเหมือนไม่มีอะไรที่ Lorde จะทำได้ดีกว่าเพลงป๊อปอีกแล้ว อิเล็คโทรป๊อป ดรีมป๊อป ซึ่งกลายเป็นว่าผมคิดผิด อัลบั้มนี้เธอเล่นกับไอเดียของรูปแบบเพลงสั้นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความดราม่าบัลลาดที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแบบเต็มเพลง และในลักษณะการร้องในเพลงอื่นหลายๆ เพลง ทุกอย่างที่ทำให้มันสามารถสะท้อนอารมณ์ส่วนตัวให้มากที่สุด ที่น่าสนใจที่สุดคือการทดลองเรื่องการเล่นเสียง กำกับโทนควบคู่ไปกับคอนเซ็ปอัลบั้ม มีหลายช่วงที่เธอทำให้ผมทึ่งกับความสร้างสรรค์ มันออกมาได้ผล เฉยเลยเว๊ย แต่ก็จะมีบางช่วงเท่านั้นที่รู้สึกได้ว่าเธอพยายามฝืนขีดตัวเองจำกัดไปมากอยู่

All the glamour and the trauma and the fuckin' Melodrama

    Melodrama คำอธิบายจากมิตรสหาย Pantip ท่านหนึ่ง (ผิดก็ขออภัยครับ) คือรูปแบบศิลปะที่เกี่ยวกับละครประกอบเพลง พัฒนาจากแนวคิดที่ออกไปทางโรแมนซ์ ตัวละครแต่ละตัวจะแสดงออกมิติเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจในทันที แทนที่จะเน้นความมีเหตุผลไดอาล็อคหรือบทบาทที่จริงจัง เมโลดรามาจะพยายามให้คนดูพุ่งไปที่อารมณ์ที่ออกไปทางฟุ้งซ่านของตัวละคร สมมติถ้าเป็นบทแม่นางผู้อ่อนไหวกับความรักก็จะแอคติ้งอ้อนแอ้นระทวยใจกับตัวเองทั้งเรื่อง แล้วก็จะประกอบด้วยเพลงละครโศกาออเคสตร้าโอ่อาอลังการ เพราะการที่มันคาบเกี่ยวระหว่างละครเวทีสมัยเก่ากับความบันเทิงสมัยใหม่ บางครั้งเลยถูกมองว่าน้ำเน่า เสียเวลาดู หมกมุ่นกับความรักใคร่เล่นใหญ่จนเกินจำเป็น บางอย่างก็เป็นงั้นจริงแหละ แต่แบบที่เขาทำดีๆ ตั้งใจทำให้มันเป็นงานศิลป์จริงจังมันก็มีล่ะน่า อย่างอัลบั้มนี้เป็นต้น แค่ปกก็ Blue Period ซะขนาดนั้นแล้ว

    เรื่องราวต่อไปนี้เป็นคือสิ่งที่เรียกว่า Dramatics แต่มันไม่ได้มาจากความซับซ้อนของเรื่องราวอะไร ความสับสนอลหม่านของอารมณ์ตัวละครนั้นเองเป็นตัวเล่าเรื่อง ทำให้มันไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการเข้าถึงมาก อัลบั้มถูกปั้นด้วยทำนองล้อมกรอบจากเหตุการณ์ๆ หนึ่งที่เด็กสาวคนหนึ่งผิดหวังจากความรัก เธอเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานเลี้ยงหนึ่ง เธอได้ปลดปล่อย และหลังจากเมามายต่อสู้กับความรู้สึกด้านลบ อารมณ์อันละเอียดอ่อนที่เธอพยายามกลบไว้ตีกลับขึ้นมาโถมใส่เธอ ความทรงจำความคิดที่เธอพยายามหลีกเลี่ยง สิ่งที่เธอไม่เข้าใจ มันเหมือนฟังผู้หญิงคนหนึ่งขุดเรื่องเก่ามาโพสต์ลงเฟสบุ๊คร้อยๆ โพสต์ได้ แต่ Lorde ทำให้มันน่าฟังด้วยการทำให้มันดูเป็นเรื่องราว เป็นกวีที่จับต้องได้ มีบางช่วงที่เธอเหมือนเป็นสาวน้อยอ่อนแอถูกรังแก และบางช่วงที่เธอกลายเป็นแฟนเก่าสาวผู้บ้าคลั่ง

    ความรู้สึกวุ่นวาย และสันโดษที่ Lorde เล่าทำให้เรื่องเล่าเหตุการณ์จากงานปาร์ตี้งานหนึ่งกลายเป็นเหมือนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ อาจจะไม่นับ Green Light เพลงแรกที่ผมไม่ปลื้มเท่าไหร่นัก เข้าใจอยู่ว่ามันเป็นการเปิดคอนเซ็ปอัลบั้ม ที่ต้องการให้เรื่องมันเกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์ไนท์คลับที่สนุกสนานนั้นโดยตรง แต่โปรดัคชั่นอันนี้ไม่ได้ดึงอารมณ์ให้เราคาดหวังอะไรที่จะตามมาจากอัลบั้มโดยรวม เริ่มดี แต่ Build up และฮุคดันทำแบบเพลงเฮาส์หยาบๆ ไหนจะการบิดเสียงแปลกๆ ที่ไม่ค่อยเข้ากับอารมณ์ดนตรีข้างหลังเลย ตอนปล่อยเพลงแรกนี้เป็นซิงเกิ้ลนำมันเลยทำผมใจหวิวไปไม่น้อย หลังจากสเต็ปแรกของคนอกหักแล้ว Sober คือเพลงที่ผมรู้สึกว่ามันคือเพลงเปิดอัลบั้มที่แท้จริง ศัพท์นี้อาจจะใช้ส่วนมากกับคนสร่างเมา แต่อันนี้คือความรู้สึกที่เราได้อยู่ร่วมกับอีกคนเหมือนเป็นภาพมายา และหลังจากได้หนีจากคนๆ นั้นกลับมีรู้สึกผสมปนเป ทั้งดีใจ เสียดาย จะด่าเขาก็เหมือนรังแกตัวเอง ได้แต่ร้องไห้ทั้งน้ำตา วัยรุ๊นวัยรุ่น (เวอร์ไปป่ะวะ ไม่นะ?)


ตัวอย่าง การเล่นอารมณ์เกินจริงนี้ แม้จะเป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับความรักที่รุนแรง ทำไมมันฟังดูเลวร้ายจัง?
เพราะรูปแบบนี้เรามักจะได้ฟังจากเพลงท้องถิ่นเก่าแก่ที่มักจะเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมปรัมปรามากกว่า
ให้ลองนึกถึงโรเมโอ จูเลียต

     จะมีเพลง Sober II และ Perfect Places ที่ผมรู้สึกเหมือนมันเป็นอารมณ์ค้างจากอัลบั้มก่อนมากกว่า พยายามมีส่วนร่วมกลับตัวอัลบั้มทั้งรูปแบบเพลงและเนื้อหา มีดนตรีประกอบที่พอไปได้ กระตุ้นความคิดบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลวไม่มีผลลัพธ์อะไรให้เห็นเลย จะมีเพลงช้าอื่นๆ อย่าง Liability (ไม่ Reprise), Writer in The Dark, The Lovre ที่จับความสนใจเราได้อยู่หมัดมากกว่า จะชอบเพลง writer เป็นพิเศษหน่อยที่ Lorde เธอเล่นเสียงเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงประกอบเปียโนบัลลาด กระชากใจ เหมือนเรากำลังประจักษ์กับเหตุการณ์สะเทือนใจกับตัวเองแล้วคุมอารมณ์ไม่อยู่ หรือจะเพลงสนุกๆ อย่าง Homemade Dynamite และ Supercut ก็ทำได้ดีในการใช้ลูกเล่นการขับร้องแบบแผนเพลงป๊อปสมัยเก่าด้วยทำนองดนตรีที่โมเดิร์นกว่า (บางช่วงแอบคล้าย Charlie XCX) ได้มิติที่หลากหลาย มันไปกระตุ้นความทรงจำเก่าๆ ไม่ว่าตั้งหรือไม่ก็ตา ที่ดูซับซ้อนที่สุดคงจะเป็น Hard Feeling/Love Less ที่อธิบายเป็นแนวเพลงชัดเจนไม่ได้ เหมือนเครื่องดนตรีกำลังต่อสู้กันเอง มันสนุก น่าติดตามต่อไปเรื่อยๆ และเหมือนทุกฝ่ายจะยอมเดินไปด้วยกันได้ในตอนจบ

      เช่นเดียวกับภาพรวมของอัลบั้มนี้ ถึงแนวเพลงจะต่างกัน แต่ดำเนินไปด้วยการสนับสนุนกัน มีเพลงนี้เพื่อสร้างเพลงต่อไป มีท่อนฮุคที่ออกแบบให้แปลกใหม่แปลกแยกไม่ซ้ำกัน และทั้งหมดเนื้อหายังอยู่ที่อารมณ์ของรักหน่วงๆ การตัดพ้อ ความอ่อนไหว อาลัยอาวรณ์ และดื่มด่ำกับการปล่อยให้ความรู้สึกรินไหลไม่กั๊ก บางครั้งมันอินอยู่นาน แต่บางทีก็มีหลุดขำบ้าง เหมือนฟังคนๆ หนึ่งเล่าเรื่องน่าอายของตัวเองนั่นแหละ สรุปแล้ว อาจตีความได้ว่า Lorde เป็นพวกสุขนิยม คือเป็นคนยอมรับอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นจากการกระทำในชีวิตตัวเอง แต่ก็เชื่อในแฮปปี้เอนดิ้ง อย่างน้อยก็เพื่อการบอกตัวเองให้เดินต่อไป เหมือนกับองค์สามของบทละคร มีเรื่องราว เรื่องราวนั้นมีปัญหา และสุดท้ายปัญหานั้นต้องจบลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าอารมณ์ร่วมของเรากับอัลบั้มนี้มันต่างจากอัลบั้มมากแค่ไหน ซึ่งไม่เคยรู้สึกอะไรนอกจากอารมณ์แฟนตาซีของวัยรุ่น เยอะแยะ มากมาย แต่ฟุ้งเฟ้อเวิ่นเว้อไปคนละทิศละทาง อัลบั้มนี้กลับเป็นแค่การยกอีเวนท์ย่อยๆ เอามาประกอบขึ้นเป็นรูปแบบทางรูปธรรม ความคิด และสามารถระบายต่อเป็นลวดลายเพิ่มเติมเชื่อมต่อไปได้ไม่รู้จบ

เพลงที่ชอบ : Sober, Homemade Dynamite, Liability, Writer In The Dark, Hard Feelings/Loveless, Supercut


Lorde : Melodrama (2017)
Lava / Republic
By Jitrpanu Palarit 23/09/2017


Review | SZA - CTRL


    SZA (ซิสซ่า) ชื่อจริง Solana Imani Rowe อเมริกันนิวเจอร์ซีย์ ลูกครึ่งคริสต์-มุสลิมผู้ชื่นชอบอักษรย่อ เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยอัลบั้มเต็ม 'CTRL' (Control = ควบคุม) หลังจากถูกแฟนๆ รบเร้า และนักวิจารณ์จับตารอมาหลายปี ล้วนถูกกระตุ้นความสนใจจากอีพีเก่า และผลงานร่วมกับศิลปินต่างๆ โดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังเป็นศิลปินหญิงหลักคนแรกที่ TDE ค่ายฮิพฮอพอินดี้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคดึงตัวมาใช้งาน ผลักดันจนสร้างเป็นชิ้นงานเต็มในที่สุด ซิสซ่าสร้างตัวในฐานะนักร้องแบบแผนโซล อาร์แอนด์บี ป๊อป กึ่งฮิพฮอพ คลาวด์ และแนวอื่นๆ ที่เน้นทักษะการขับร้องเป็นส่วนใหญ่ ความตั้งใจของเจ้าตัวเป็นไปในลักษณะรสนิยมทางศิลป์ โรแมนซ์ เรื่องทางเพศ ความอาลัยอาวรณ์ ความรู้สึกส่วนตัว ความดราม่าที่ไม่น้ำเน่า เศร้าแบบมีสไตล์ สะบัดผมหยิกฟึบฟับไล่น้ำตา เป็นสเน่ห์อย่างหนึ่งของสาวผิวสี

    กลับมาที่ตัวอัลบั้ม ความรู้สึกแรกหลังฟังอัลบั้มคือเพราะ พริ้ม อิ่มอก แต่หน่วงใจหน่อยๆ เหมือนได้ฟังผู้หญิงคนหนึ่งระบายความรู้สึกรวดร้าวออกมาเป็นเสียงดนตรี แต่เราก็ได้แค่ฟัง ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะแนวเพลงเธอแต่ไหนแต่ไรเป็นไปในทางบอกเล่าความในใจ ความคิด ความเชื่อ ซึ่งในอัลบั้มหลักนี้ เธอลงลึกไปในหัวข้อที่ต้องการระบายนั้น ให้มีชั้นเชิง ทำให้แต่ละแทร็คเชื่อมอารมณ์ไปด้วยกันได้ ดึงความเห็นอกเห็นใจจากผู้ฟัง เนื้อหาส่วนใหญ่ลงรายระเอียดเกี่ยวกับจิตใจของผู้หญิงหลังพ้นเลข 20 ไป ความเข้าใจเกี่ยวกับความรัก ผู้ชาย ร่างกาย และชีวิตการทำงาน เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ที่เจอ มันถาโถมเข้ามาเป็นไม่หยุดหย่อน ส่งผลทั้งที่ดี หรือน่ากลัว อาจเรียกพัฒนาการของตัวผู้พูดก็ได้ถ้านั่นหมายถึงการที่เธอเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่า อัลบั้มนี้พูดถึงประเด็นปัญหาความรักส่วนตัวของเธอค่อนข้างเยอะ จะอิงอันที่น่าสนใจก็พอนะ

     เนื้อหาช่วงแรกยังอยู่การอาลัยกับรักเก่า เสียดาย ทิ้งความรู้สึกเดิมไปไม่ได้ Drew Barrymore เพลงที่น่าจะเรียกน้ำตาที่สุดของอัลบั้ม การแสดงออกทางน้ำเสียงบ่งบอกถึงความเจ็บปวด น้อยเนื้อต่ำใจ โทนที่มืดมน ซึ่งเธอได้แรงบันดาลใจจากตัวตนในบทจากนักแสดงหนังรักตามชื่อเพลงนั้นเลย 'Love Galore' เพลงรักหน้าร้อน ในจำนวนผู้ชายที่มาร่วมในอัลบั้มนี้ผมรู้สึกว่า Travis ไปได้ดีกับเพลง แบบอินไปด้วยมากกว่าเคนดริคเสียอีก เหมือนซิสซ๋าเวอร์ชั่นผู้ชาย แต่แน่นอนว่าเพลงโดยรวมผมยกให้ Doves In The Wind ดีที่สุดอยู่ดี ถึงเพลงจะทุ่มเนื้อหาไปที่ 'ฮี' ซึ่งตามบริบทจริงๆ แล้วมันโรแมนติคมาก อย่างการเปรียบเปรยถึงเรื่องราวความรักระหว่างฟอเรส กัมพ์ กับเจนนี่ คือเธอปราถนาให้ผู้ชายได้อะไรดีๆ มีค่าจากผู้หญิงมากกว่าการได้เย่กัน เคนดริคเองก็บรรยายอะไรคล้ายๆ กันในมุมมองของผู้ชายที่ออกจะโหดตรงไปตรงมากว่า (อาจจะได้ไอเดียจากเพลง These Walls ของพี่แกเองก็ได้นะ) แต่ก็น่ารักอยู่ดี ยังไม่ต้องพูดถึงความยอดเยี่ยมของโปรดัคชั่น สำหรับเพลงอาร์แอนด์บีแล้วมันครีเอทในเรื่องของการร้องมาก เท่เอาเรื่องอยู่ (ตลกที่เจ๊แกบอกถึงจู๋เธอจะอ่อนแอ ฉันก็ยังมีของเล่นสำรองได้ เหมือนตบหลังคุณผู้ชายเบาๆ)


    ช่วงกลางของอัลบั้มหลังจาก Prom ฟีลหลังจากนั้นจะยืดยาด เหนื่อยหน่าย เคลื่อนไปในทำนอง Lo-fi แทร็ปจางๆ แต่จะบอกว่าชิลก็ไม่ใช่ คือเหมือนพ้นงานพรอมไปแล้วนั่นแหละ เมื่อวัยรุ่นต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง ความพยายามบาลานซ์ชีวิตรักและการงาน คือก็ฝืนอยู่ และเมื่อดูเหมือนมันจะไปไม่รอดทั้งสองอย่างมันก็ท้อ เป็นจุดที่เธอรำลึกถึงหลายๆ เรื่องที่เธอผ่านมา เขาเรียกว่าอะไรล่ะ? สำนึก? เพราะเรื่องที่ผ่านมาเธอเองก็มีส่วนทำให้มันแย่เองด้วย ในเพลง Garden เธอรู้ว่ารักมันหลอกลวง แต่ก็ไม่สน เธอรู้ฐานะตัวเองเป็นแค่ตัวสำรอง ก็ยอมเขา แต่ตรงนี้เธอไม่ได้ใส่อารมณ์ลงในน้ำเสียงแบบที่มีลูกเล่นมากพอที่จะสามารถบีบให้เราคล้อยตามเนื้อหาได้เหมือนเพลงแรกๆ ครวญครางไปแบบเลื่อนลอย แต่เรายังเข้าใจจุดประสงค์อยู่แหละ เพราะฉะนั้นก็ปล่อยอารมณ์ให้เหมือนตัวละครในเพลงเลย แบบ เอาก็เอาวะ รอดก็พอ ตรงนี้เธอกำลังเข้าใจทุกอย่าง แต่เธอกลับควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว

   เหลวแหลก

     Normal Girl แม้จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่เธอคล้ายฟื้นตัวกลับมามองโลกในแง่ดีขึ้นมา ยังนอยนิดๆ กับตัวเองในอดีต กึ่งประชดประชัน ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อยากจะเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ไม่เล่นอะไรสุ่มเสี่ยงกับชีวิต โคตรชอบโปรดัคชั่นช่วงนี้เลย ซินธ์คีย์บอร์ด กีต้าร์โซโล เหมือนหลุดมาจากพวก OD Future นิ่มนวล เร้าใจ เจ้าเล่ห์อบอุ่น น่ายัดแรปเปอร์เพิ่มสักคน จนบทสรุป 20 Something เธอปลดเปลื้องทุกอย่างออก บรรยากาศนีโอโซลเข้าขั้นพีค เธอยอมรับแล้วว่าชีวิตที่ผ่านมาค่อนข้างล้มเหลวด้านการจัดการ ยังหวังว่าตัวเองจะยังรักษาเพื่อน คนรักไว้ได้ เธอใช้คำว่า Miss 20 Something เพราะอย่างที่บอก เชื่อว่ามันเป็นอะไรที่คนในช่วง 20 ขึ้นไปต้องเผชิญโดยเฉพาะกับผู้หญิง อืม คือในทางเนื้อหาผมเป็นผู้ชายก็คงเข้าถึงได้ไม่สุดหรอก แต่รวมๆ แล้วผมพอใจทุกอย่างที่ซิสซ่าออกแบบมา โปรดัคชั่นดี คอนเซ็ปดี ร้องได้ มิกซ์ดี ฟีเจอร์โดน ถึงนีโอโซลจะเป็นอะไรที่จับทางยากด้วยการฟังไม่กี่รอบ มันผสมผสานกับอาร์แอนด์บีทางเลือก จังหวะทดลองอะไรหลายๆ อย่างด้วย เชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้ฟังอีกรอบก็อาจจะชอบมากขึ้น ไม่ถึงกับวิเศษวิโสอะไร แต่หาอย่างไรก็มองไม่เห็นข้อตำหนิ เพราะฉะนั้น SZA เดบิวท์อัลบั้มผ่านฉลุยครับผม


เพลงที่ชอบ : Supermodel, Love Galore, Doves in the Wind, Drew Barrymore, Normal Girl, The Weekend, Broken Clocks


SZA : CTRL (2017)
Top Dawg / RCA
By Jitrpanu Palarit 22/09/2017


Review | Vince Staples - Big Fish Theory


         Vince Staples แรปเปอร์จาก นอร์ธลองบีช แคลิฟอร์เนีย พรีเซนเตอร์ของสไปรท์ (5555555) ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่สอง หลังจาก Summertime '06 และอีพีสองชิ้น ทุกงานเป็นฐานสำคัญให้วินซ์มีทางเลือกยืนและโลดแล่นอยู่ในกระแสเมนสตรีมแร็พ/ฮิพฮอพ ได้สบายๆ ผมได้ประจักษ์ฝีมือมาแล้วตั้งแต่มิกซ์เทปสี่ชุดแรก พรสววรค์ของวินซ์เป็นอะไรที่เห็นชัดโดยไม่ต้องพยายามเพ่งเล็ง ไอ้หมอนี่มีบางอย่าง จริงๆก็หลายอย่างที่ผมต้องการเห็นจากแรปเปอร์ในยุคนี้ แต่หาได้ยากเหลือเกิน วินซ์เติบโตมาจากนอร์ธลองบีช แต่ก่อนหน้านั้นย้ายหนีจากคอมป์ตันตั้งแต่เด็กด้วยอัตราเสี่ยงต่ออาชญากรรมยังพุ่งสูง แต่ถึงอย่างนั้นหลายๆ ถิ่น ในลอสแองเจอลิสเองยังเต็มไปด้วยสังคมอันธพาลอยู่หลายจุดในรูปแบบหนักเบาต่างกันออกไป อิทธิพลของวินซ์โดยรอบจึงหนีไม่พ้น ถูกอัดกรอบไว้ย่างนั้น ดนตรี West Coast ก็เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่สร้างความเป็นวินซ์ขึ้นมานี้ เป็นส่วนสำคัญ เพราะเราจะไม่ได้รับแค่ ฮิพฮอพฮาร์ดคอ จีฟังก์ แก๊งสตาร์โฟลว จากการฟังเพลงของเขา ตอนที่วินซ์เริ่มวัยรุ่นและวัยเรียนนั้นน่าจะผ่านต้นสหัสวรรษใหม่ได้แล้ว ความหลากหลายที่ผมเห็นในโปรดัคชั่นทำให้แน่ใจว่าเขาน่าจะเคยผ่านหรือสัมผัสกับโลกเทคโนอินเตอร์เน็ตมาไม่น้อย แบบที่วัยรุ่นทั่วไปทั่วโลกได้เจอกันปกติ (อาจจะพอๆ กับ Logic)

         ขณะที่เขายังแร็พ รักษาแบบแผนบูมแบบ ยังอาศัยบีทเวสต์โคสฟังก์ตลอด โดยเฉพาะงานเก่าๆ โดยใช้โปรดัคชั่นห้องอัดสมัยใหม่ปรับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป (สไตล์ Dr. Dre หลังมี Aftermath)  จนอัลบั้มนี้เขาเริ่มตอกหน้าพวกรุ่นเก่าโดยตรง ด้วยการประกอบดนตรีอิเล็กโทรเฮาส์ เทคโนคลับซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากป๊อบแดนซ์ดาษๆ หรือพวกเวสต์โคสแท้ๆ มายัดซาวด์อิเล็กโทรนิคส์ สู่ความเป็นอนาคต (ในจินตนาการของคนสมัยนั้น) มากกว่า เขาดึงเอา SOPHIE กับ FLUME ศิลปินอิเล็กโทรนิคส์อินดี้ที่ผมค่อนข้างชอบมาร่วมปล่อยของตามคอนเซ็ปนี้ด้วย ดนตรีหลังจาก Yeah Right เป็นต้นไป คุณจะสัมผัสได้ความโกลาหล แอ็บสแตรคขึ้นไปเรื่อยๆ ช่วงนึงจะรู้สึกเหมือนกำลังฟัง Yeezus ของ Kanye West (คงเป็นแรงบันดาลใจส่วนนึงด้วยมั้ง) ที่วินซ์ให้ความรู้สึกแบบคนเหนือโลก เหนือแร็พ เหนือแนวเพลง เหนือพวกคุณขึ้นไป จนถึงจุดที่เป็น Death Grips คือหลุดโลกไปแล้ว ซึ่งถึงส่วนนี้เขายังคงคอนเซ็ปอยู่ยังได้ยังไงไม่รู้ เขายังเดินตามธีมพวกสับสนในชีวิต วิจารย์วัฒนธรรม โลกของเค้า คือดิ้นแค่ไหนก็ยังรักษาโครงเรื่องหลักไว้ได้ แค่เรื่องดนตรียังแสบสันขนาดนี้แล้ว ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับโฟลวของเขาอยู่แล้ว แต่เนื้อหาในโฟลวพวกนี้จริงๆ มันไปไกลกว่านั้น

         ที่ยกประเด็นตามสองย่อหน้าแรกนี้ขึ้นมาเพราะจริงๆ บริบทหลักของอัลบั้มนี้ตามที่เข้าใจจะเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง (แบบช่วยไม่ได้) ของวัฒนธรรมฮิพฮอพ โดยเฉพาะอิทธิพลจากอุตสาหกรรมเพลงแร็พและท้องถิ่นของเขา เรื่องของทฤษฎีปลาใหญ่ตามชื่ออัลบั้ม หลายคนอาจงง เพลงแรก Craps In a Bucket อธิบายไว้เคลียร์พอโดยไม่จำเป็นต้องฟังจบ เปรียบกับปูในถัง ตามตลาดที่คุณเห็นมันพยายามเหยียบหัวปีนป่ายกันขึ้นไป มีบางตัวพ่ายแพ้จมตีนอยู่ข้างล่าง ส่วนตัวที่อยู่จุดสูงสุดนั้นก็อยู่ไป เพราะประเด็นคือ ไม่มีใครได้ออกจากถังนั้นอยู่แล้ว ส่วนที่ใช้ปลาเปรียบเทียบในเพลง Big Fish ก็อาจจะคล้ายกัน ปลาในโหล ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ต่อสู้เอาตัวรอดในมหาสมุทร ถึงอย่างไรก็อยู่ใต้น้ำ ไม่อาจรับรู้สัมผัสกับโลกเบื้องบนภายนอกได้โดยตรง (ถ้าเข้าใจผิดก็ขออภัย) ในเพลงอาจจะพูดถึงแค่ตัวเขาที่โตขึ้นมาเป็นปลาใหญ่แล้ว แต่เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมฮิพฮอพที่เขาเติบโตขึ้นมาด้วย

         วินซ์เข้าโหมดหาความหมายที่แท้จริงของฮิพฮอพ ของดนตรี จนเกือบถึงเรื่องของชีวิตด้วย ตั้งแต่แทร็ค Alyssa Interlude  ที่อิงบทพูดของเอมี่ ไวท์เฮาส์ เกี่ยวกับความรัก (เป็นแรงบันดาลใจให้ทำอีพี Prima Donna) อาจจะหลุดฟีลไปบ้าง แต่เราก็ตีความได้ว่า เขาเริ่มความเคว้งนี้จากการพยายามเข้าใจความรักก่อนอย่างอื่น เข้าสู่เพลง 745 เทคโนฟังก์กลับมาอีกครั้ง เบื้องหลังเป็นฮาร์ดแทร็ปจางๆ ตรงนี้อารมณ์วินซ์ขับเคลื่อนไปอย่างมืดมิดแต่ก็กระวนกระวายเพื่อความต้องการบางอย่าง ภาพตัดไปที่ Ramona Park in Yankee Stadium เป็นเสียงบรรยากาศทั่วไปในชุมชน Ramona Park ที่เราเคยเจอในอัลบั้มก่อนๆ แล้ว ใช้ประกอบเพื่อให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่นั้นด้วย ถึงเพลง Yeah Right (ใช่ซี้) ที่ผมเชื่อว่าคือจุดไคล์แม็กซ์ของอัลบั้ม ความ 'ช่างแม่ง' ที่แท้จริงของวินซ์เริ่มจากตรงนี้ Kendrick Lamar เด็กจากคอมป์ตันยุคเก่า และอัจฉริยะ Thug-Life อีกคนที่หลุดพ้นจากวงวนนั้นมาร่วมมือกับวินซ์สร้างเพลงนี้ขึ้น โคตรสุดยอด ซึ่งหลังจากนี้ปลาใหญ่ที่เคยพูดถึงไว้ของเราตอนนี้เริ่มเข้าใจความเป็นไป อับจนหนทาง สิ้นหวัง และ 'เหมือนจะ' ปลงในที่สุด ส่วนไอ้เพลง Rain Come Down นี้ ยังไม่เห็นใครเข้าใจตรงกันสักคนเลย สำหรับผมมันคือฝนที่ตกลงมาช่วยปลาในที่สุดอะไรประมาณนั้นนะ หรือใครคิดยังไงก็ขอฟังหน่อย

" ถ้าช่างภาพถ่ายรูปเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณก็จะว่าเขาบ้าใช่ป่ะ? ถ้าสถาปนิกออกแบบบ้านแบบเดิม ดีไซน์เนอร์ออกแบบเสื้อเดิมๆ นักวาดภาพวาดภาพเดิมๆ เราก็จะดิสเครดิตเขาไง "
วินซ์อธิบาย
" งั้นทำไมเราถึงยังคาดหวังให้นักดนตรี โดยเฉพาะแรปเปอร์ ทำอะไรเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอีกล่ะ? เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มองเพลงแร็พเป็นเหมือนงานศิลป์ไง พวกเขา(แรปเปอร์)แค่ชอบพูดนั่นพูดนี่ แต่ไม่เคยยึดถืออะไรกับมาตรฐานพวกนั้นหรอก "

         ที่ผมสนใจคือความคิดเห็นสิ่งต่างๆ ของวินซ์เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำหรับพวกหัวก้าวหน้า วินซ์ไม่ได้สนใจธีมศาสนาหรือแก๊งสตาร์อะไรมากไปกว่าความเชื่อทั่วไปหรือการพยายามเข้าใจสิ่งที่เป็นไปปกติในชีวิต อาจจะเพราะยังอายุน้อยหรือไงไม่ทราบ แต่มันไม่เหมือนที่แบบเคนดริค ลามาร์พยายามยึดมั่นในอุดมการณ์คริสต์อยู่ครึ่งชีวิตกว่าจะหลุดออกมาวิจารณ์อะไรต่างๆ ได้ ที่เห็นในเพลง SAMO พูดง่ายๆ คือวินซ์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เขาเห็นปัญหา เขาลำบากมาไม่น้อยกว่าใคร เขาทิ้งข้อความเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นชัดๆ อยู่ ให้คนรู้สึกโง่เล่นๆ เขาเพลย์เซฟในฐานะศิลปิน ไม่หวังดราม่าอื่นตามมา เป็นการนำเสนอหัวข้อ ตั้งข้อสงสัยมากกว่าการแซะไปทั่วแบบที่แรปเปอร์ส่วนมากทำแล้วทำอีกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ในตอนนี้วินซ์อาจจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นค้นหาตัวเอง หรืออาจจะแค่เบื่อ ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้แล้ว คือชอบอันนี้มากกว่า Summertime '06 อัลบั้มเดบิวท์อยู่พอสมควร ผมว่าอนาคตยังมีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นเขากลับมาพร้อมสิ่งที่ใหญ่กว่าปลาทองตัวนี้อีก
     

เพลงที่ชอบ : Yeah Right, Love Can Be..., Big Fish, 745, Alyssa Interlude, Party People, Bagbak


Vince Staples : Big Fish Theory (2017)
ARTium / Blacksmith / Def Jam
By Jitrpanu 17/09/2017


Review | Lil Uzi Vert - Luv Is Rage 2


      Lil Uzi Vert  (อ่านเร็วๆ เป็น Lucifer) หรือชื่อจริงอะไรวู้ดส์นี่แหละ แรปเปอร์จากฟิลาเดลเฟียคนนี้ร่อนเร่อยู่รอบขอบกระแสฮิพฮอพอยู่นาน จริงๆ ก็สองสามปี แต่ท่อนนั้นจากเพลง Bad & Boujee นั่นคือครั้งแรกที่ทำให้ผมหันขวับมามอง ด้วยอึ้งในความพิเรนทร์ที่เขาคิดใส่ท่อนอย่างนั้นลงไปในช่วงกำลังเดือดของเพลง "ย๊า ย๊า ย๊า ย๊า" เหมือนเป็นลางบอกเหตุ เพราะทันทีที่ผมตัดสินใจตามขุดผลงานเก่าของเขามาฟัง ผมรู้ทันทีว่าต้องเจอกับอะไรที่คล้ายกับท่อนนั้นไปอีกยาวเลยทีเดียว

     อูซี่จัดอยู่ในกลุ่มแรปเปอร์ เงินทองแก๊งยาปาร์ตี้เหล้าสาวรถ + แทร็ปบีท หรือแบบที่คนทั่วไปเบือนหน้าหนีทันทีที่ได้ยิน อาจจะฟังดูโหล เหลวไหล ไม่ใช่ซะทีเดียว ลองนึกดูสักครู่ ถ้าแรปเปอร์ประเภทนี้มีเยอะ แล้วอะไรที่ทำให้แรปเปอร์บางคนนี้โดดเด่นออกมามีชื่อเข้าหูเข้าตาคุณได้ อูซี่มีเอกลักษณ์นั้นเช่นกัน จนถึงตอนนี้ผมยังเชื่อว่าเป็นของตายตัวสำหรับเขา คือใช้คอนเซ็ปลักษณะออกทางแฟนซี หรูหรา สีสดใสแสบสัน อนิเมะ-คอมมิค โดยมีฐานความเรื่องโลกีย์อย่างที่ว่าข้างต้นเป็นตัวเล่าเรื่อง สไตล์การแร็พของเขามีความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง (ดิ่งเหวอย่างน่าทึ่ง) จากมิกซ์เทปแรก อูซี่เคยแร็พด้วยสไตล์ดุเดือด สู้กับบีท เป็นน้ำเป็นเนื้อ สัมผัสได้ถึงอิทธิพลรุ่นพี่อย่าง Gucci Mane หรือ Chief Keef คือมันมีอะไรฟัง อย่างน้อยก็มากกว่าตอนนี้ แต่ก็เข้าใจอยู่ แบบไหนที่คนชอบ แบบไหนทำเงิน เขาก็ต้องพุ่งไปทางนั้นอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนใคร เป็นใครก็น่าทำ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในชีวิตศิลปินของอูซี่ การใส่ไอเดียและสไตล์แบบนั้นลงบอดี้ของงานเพลงหรืออัลบั้มมิกซ์เทปใดๆ ยังไม่เคยสัมฤทธิ์ผลในเชิงศิลป์ให้เราได้ประจักษ์แม้แต่น้อย อย่างมากก็สร้างเพลงฮิตสองสามเพลง สำหรับงานชิ้นนี้ ผมจึงฝืนตัวเองตั้งความหวังไว้ในระดับนึง


     Luv is Rage 2 ฟังดูเหมือนภาคต่อของ Luv is Rage อันแรก แต่ผมรู้สึกถึงถึงความต่อเนื่องและพัฒนาการมันถูกส่งต่อจาก Lil Uzi vs The World มากกว่า รูปแบบของอูซี่อาจจะไร้ทิศทาง แต่ก็เหมือนเราเฝ้าดูเด็กคนหนึ่งเติบโต แบบพิมพ์มันเห็นชัดเจนอยู่ เพลงแรก Two (ไม่ต้องไปห่วงเรื่องความหมายของชื่อเพลงกับตัวเพลงมันจะเกี่ยวกันยังไงนะ อูซี่ไม่สน) แค่เริ่มเขาก็แผ่อีโก้อย่างเต็มภูมิ กร่างไปด้วยอำนาจและเงินทอง ไปจนถึงแฟนและกิ๊ก  บีทแทร็ปซ้อนกับทำนองเปียโน เมาท์ออร์แกนและปี่สก๊อต ฟังดูไม่มีเชี่ยไรเข้ากันเลยใช่มั้ยครับ? ก็เนี่ยแหละอูซี่ คือคล้ายกับว่าเมื่อเขาเจอบีทที่สนุกถูกใจ ก็กระโดดเข้าใส่เย้วๆ โดยไม่มีอะไรในหัวเตรียมไว้ ถ้านี่คือวางแพลนไว้ดีแล้วก็ไม่น่าใช่ หรือจะบอกว่าเป็นฟรีสไตล์ก็ไม่ช่วยให้น่าฟังขึ้นเลย แล้วไม่ใช่ว่าโปรดัคชั่นมันดีทุกเพลงด้วยนี่สิ เพลงแรก Early 20 Rager, Pretty Mami และ X  รู้สึกแตกแยกเหมือนเสียงเครื่องดนตรีในเพลงกำลังวิ่งหนีกัน อูซี่ก็ร้องอ๊อแอ๊ของเขาต่อไปอย่างไม่สนฟ้าดิน แต่โชคดีที่การตัดสินใจให้อัลบั้มมาในทิศทางนี้ไม่ได้สร้างแต่ผลเสียเพียงอย่างเดียว...อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าที่คิด

      เพลง 444+222 (666...จ่ะ) จังหวะชวนโยกนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็น Maaly Raw โปรดิวเซอร์คู่ใจช่วยให้อูซี่สร้างเลเยอร์ของนำเสนอรูปแบบเสียงที่หลากหลายขึ้น เพลงนี้มีทั้งเสียงต่ำเสียงสูงของอูซี่ เข้ากับเบสไลน์ไหลลึกใสกิ๊ง ทิ้งท้ายแบบเกือบอิ่มให้เราไปต่อเพลงอื่น เพลง Sause It Up เป็นเพลงเกิดมาเพื่อเต้นที่เห็นได้ทั่วไปของ Uzi แต่ความเร่งที่ต่อเนื่องจากเพลงก่อนทำให้เพลงนี้ได้ความสนุกแบบผ่อนคลายมากกว่า เพลง No Sleep Talk ยังรักษาเทมโปแต่บรรยากาศเฟดลงคล้ายกำลังจะปล่อยข้อความบางอย่างที่ซีเรียส แต่กลายเป็นว่าอูซี่เข้าโหมดออทิสติกฟังไม่ได้ศัพท์ จังหวะก็เสีย เพื่ออะไรไม่รู้ อันนี้เลยเส่ียดายนิดหน่อย เพลง The Way Life Goes เพลงสับเข้าโหมด R&B ได้เกือบเนียน อูซี่ร้องมากกว่าแร็พ แซมพลิงหวึ่งๆ สะท้อนเยื่อแก้วหูเรา ให้อารมณ์สนุกไม่สุด และเศร้าอยู่จางๆ ซึ่งขัดอารมณ์โคตรถ้าเทียบกับเพลงถัดไป For Real แม่งเป็น Banger ที่มันส์จัดก็จริง แต่คือมันต้องไม่ใช่ตอนนี้สิ เหมือนพวกสนุกไม่รู้เวลา เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดว่าการเล่นเสียงสังเคราะห์มันคงแปลกใหม่สำหรับเขามั้ง ลองใช้กับเพลงหลายๆ แบบ แต่จัดเรียงมั่วไปหน่อย

"She give me head, so i call her a nerd" 
 โอ้...

      นอกเหนือจากท่อนข้างบน ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่จะทำให้คุณต้องเอาตีนก่ายหน้าผาก มั่ว อาจจะเบาไปหน่อยในการใช้มันนิยามเพลง Feeling Mutual มันทั้งไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรอยู่ และไม่เข้าใจว่าบีทต้องการอะไรจากเรา (กูต้องรู้สึกยังไง?) หลังจากเพลงนี้ไป Neon Girls บรรยากาศแสงนีออนที่ผมค่อนข้างชอบด้วยฝีมือโปรดิวส์จาก Pharrell และ Unfazed ที่มี The Weeknd มาร่วมร้อง โชว์ R&B ของแท้ให้ดู พวกนี้เป็นเพลงที่ผมเพลินไปด้วยได้ ดาร์ด-ไดร์ว เนื้อร้องอาจจะทื่อแต่อารมณ์พื้นหลังนั้นคมเฉียบ ชดเชยกันได้ดีในการฟังแบบไม่ต้องคิดอะไร หลังจากเพลง 11 เป็นต้นไป คือจุดที่เขาหลุดโลก และผมเองก็หลุดความสนใจอย่างสมบูรณ์เช่นกัน (ผมแนะนำให้ฟังท่อน Leonardo Dicaprio ดู) อูซี่พยายาม และ "เกือบจะ" ดึงเรื่องส่วนตัว-ศาสนา เข้ามาเป็นประเด็นได้ แต่ก็แค่นั้น หายวับไปเหมือน ความโลกีย์กลับเข้าแทนที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่การจบด้วย XO Tour Llif3 ซึ่งดีที่สุดของเขาแล้ว ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพลงโบนัสไม่เกี่ยวกับตัวอัลบั้ม จบไปแบบไม่ค้างคาอะไร เพราะมันไม่มีอะไรให้ค้างแต่แรกละ ซึ่งความรู้สึกมันควรเป็นสิ่งที่ได้เวลาฟังมิกซ์เทปเท่านั้น ยุ่งเหยิง ไม่คงเส้นคงวา ไร้คุณค่า สำหรับอัลบั้มนี้แล้ว แม้อูซี่จะได้ลองยัดความหลากหลายทางดนตรีและวิสัยความเป็นบุคคล มีตัวตนของตัวเขาทั้งในอดีตและปัจจุบันอยู่ในเพลง มีโปรดิวเซอร์ขึ้นชื่อหนุนหลังมากขึ้นแล้ว ก็เท่านั้น เมื่อตัดสินใจลงเป็นอัลบั้มหลักแล้วเดินแบบไร้ซึ่งกรอบความคิดเลยมันก็จบแบบนี้ตลอด นึกไม่ออกเหมือนกันนะว่าจากนี้เขาจะทำอะไรต่อไป

เพลงที่ชอบ : XO Tour Llif3, Neon Gutz, For Real, 444+222

Lil Uzi Vert : Luv Is Rage (2017)
Generation Now / Atlantic
By Jitrpanu Palarit 07/09/2017


MiniReview | XXXTentacion - 17


  Jahseh Dwayne Onfroy ชื่อในวงการ XXXTentacion ขอเรียกสั้นๆ ว่า X แรปเปอร์จากฟลอริด้า ถูกดันขึ้นมาจากซาวน์คลาวด์อีกคน เริิ่มเปรี้ยงจากซิงเกิ้ล Look at Me เปรี้ยงอีกทีใน XXL Freshman ในที่สุดได้มีโอกาสเดบิวท์อัลบั้มเต็ม...ที่ออกมาดูไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ทั้งในแง่ความยาวเพลง และเนื้อหาที่ใส่มา
  อัลบั้มนี้คือความต้องการสาธยายอาการจิตตก สำหรับผู้ร้อง (หรือแร็พนิดหน่อย) ก่อนฟังเราทดไว้ในใจก่อนแล้วว่าจะได้เจอกับอะไร X เป็นพวกหัวรุนแรง ก่อเรื่องอะไรมาสารพัด พยายามบอกเสมอว่าชีวิตเขา Fucked up ยังไง เป็นการระบายทั้งแบบโกรธ และเศร้า ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะอัลบั้มนี้จะเป็นอย่างหลังมากกว่า
  แต่ ไม่รู้สิ ในฐานะที่ผมก็ไม่ใช่แฟนคลับผู้ตามเก็บทุกรายละเอียดของศิลปินอะไรขนาดนั้น รู้สึกแบบเป็นคนนอก ด้วยการฟังอัลบั้มนี้ ผมเลยต้องการรับทราบข้อมูลบางอย่างจากตัวผู้ส่งสาร ให้มันได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟัง มีร่องรอยอะไรสักอย่างให้ผมได้ตามได้อื๋ออ๋อจะได้อินไปด้วย เหมือนผมกำลังนั่งฟังวัยรุ่นปรับทุกข์ บรรยายปัญหาจิตใจตัวเองโดยเจ้าตัวไม่ยอมบอกที่มาที่ไป และเหมือนจะไม่เข้าใจตัวเองแต่แรกด้วยซ้ำไป นึกออกไหมครับมันจะอึดอัดขนาดไหน
  ด้วยความสั้นและยึดมั่นตาม Topic ของแต่ละเพลงเหลือเกินมันทำให้ออกมาดู ง่ายๆ และมักง่ายไปด้วย มีไฮไลท์บางจุดที่เขาพยายามกระชากความรู้สึกอยู่บ้าง แบบเพลง Fuck Love หรือ Save Me ที่พยายามเล่นเสียงให้ดูมีอารมณ์ต่างออกไป แต่ทำไมมันออกมาฟังดูเรื่อยเปื่อยยืดยาดขนาดนั้นก็ไม่รู้ (หาว)
จะย่ออัลบั้มนี้เป็นดราฟง่ายๆ ให้ดู
- แทร็คแรก เกริ่นเท่ๆ ว่าจะเล่าปลดปล่อยความรู้สึกในใจระบายออกมาให้หมด ใครอยากเป็นส่วนหนึ่งกับเขาก็เข้ามา ใครไม่สนก็อย่าเสียเวลาเลย
(ผมเองก็ฟิตเตรียมเต็มที่ละตรงนี้ พอเริ่มเท่านั้นแหละ)
- เขาเศร้า ตัด ไปอีกเพลง
- เขาเครียด อ่ะ ตัด ไปอีกเพลง
มี Interlude คั่นด้วย! เป็นบัลลาดเบาๆ แต่เรื่องก็ยังวนอยู่เรื่องเดิม
- ช่วยด้วยยย ตัด ไปอีกเพลง
- อยากตาย อืมๆ
แสดงความ Depressed ในรูปแบบต่างๆ อย่างนั้นไปจนจบอัลบั้ม
  แพทเทิร์นของอาร์แอนด์บี อินดี้ อีโม โล-ไฟ อคูสติคโฟล์ค แร็พ และเครื่องดนตรีทุกอย่างถูกผ่อนเครื่องให้เบา และอยู่ในคอร์ดเศร้า เพื่อตามอาการแปรผันทางอารมณ์ของคนร้องให้ทันตลอดเวลา ส่วนนี้ผมถือว่าเขาทำดีอยู่ ถึงจะแบนๆ กลวงๆ แต่ก็เคลื่อนอารมณ์ไปอย่างราบรื่นตามคอนเซ็ปโดยรวมได้ แต่เนื้อความนี่สิปัญหา ผมรู้สึกว่าถึงไม่มีเนื้อร้องอัลบั้มก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่เลย คาแร็คเตอร์ จุดประสงค์ บทสรุป คลุมเครือไปหมด
  ก็ไม่แน่นะ จริตบางคนอาจจะชอบอะไรง่ายๆ ตรงจุดตรงใจ ไม่ต้องพูดมาก (เพลงนี้ชีวิตกูชัดๆ!) หรือใครเศร้าหนักๆ มาเจอบางเพลงตรงใจก็อ่อนไหวตามไป อะไรแบบนี้เลยก็ได้
  ไม่มีอะไรพูดถึงมากกว่านี้แล้วจริงๆ เหมือนแรกเริ่มผมไม่เคยคาดหวังอะไรจากเขา พอมีใจให้หน่อยก็ต้องขอเบรคไว้ตรงนั้นก่อน เพราะรู้สึกไม่ได้มีอะไรกระตุ้นความสนใจเพิ่มขึ้นกว่าตอนก่อนฟังเลย
  สุดท้าย ถามว่าผมเข้าใจไหมว่า XXXtentacion เป็นคนอย่างไร เห็นความสับสน ซึมเศร้า เหงา เหนื่อยใจ ไร้ที่พึ่งในตัวเขาหรือเปล่า? ...ครับ แล้วผมเห็นใจเขาไหม? ...ไม่นะ ไม่รู้สึกจำเป็นเช่นนั้นเลย และสำหรับอัลบั้มเปิดตัวสำหรับเขาคนนี้ถือว่าผ่านไหม? ...โดยรวมแล้วไม่เลวร้าย แต่สำหรับผม จริงๆ นะ เขายังไม่พร้อม

เพลงที่ชอบ : Jocelyn Flores, Depression & Obsession, Revenge, Carry On


XXXtentacion : 17 (2017)
Bad Vibes Forever / Empire
By Jitrpanu Palarit 30/08/2017


Review | The Louvin Brothers - Tragic Songs of Life


       คุณเอ๋ย ว่าจะหาอะไรเก่าๆ ฟังสบายๆ ผ่อนคลายเสียหน่อย เส้นตึงกว่าเดิมซะงั้น พี่น้อง Ira และ Charlie Louvin ตำนานดนตรีโฟล์ค คันทรี่ยุคแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำได้มากที่สุดในเพลงแผนกนี้ เพราะอะไร สมัยนั้นกลุ่มคันทรี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ หรอก กลุ่มนักร้องเสียงทองร้องเพลงพลางโยกเยกตามคลับบาร์ มีให้เห็นอยู่ทั่ว เช่นพี่น้อง Delmore ที่มีอิทธิพลกับพวกเขามาก เอกลักษณ์ของพี่น้อง Louvin ไม่ใช่สิ่งที่เป็นถึงขั้นปรากฏการณ์ทางดนตรีอะไรขนาดนั้น แต่พวกเขาสามารถเค้นศักยภาพตามแบบแผนเพลงคันทรี่ที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมได้อย่างเต็มที่ ฝีมือเครื่องสายแมนดาริน มันไปพร้อมกันด้วยดีกับน้ำเสียงที่มีสเน่ห์สุดยอดของทั้งคู่ ผมคงฟังเขาเอื้อนขึ้นเอื้อนลงได้ทั้งวันเลย Ira จะเป็นเสียงนำร่องที่สูงกว่า และ Chalie เสียงทุ้มประกอบจังหวะ ทั้งคู่ต้องคอยกำกับประสานสอดรับกันไปอย่างสวยงาม ดั่งการจับคู่เต้นรำ  "ต้องพยายามอย่าเหยียบตีนกัน" - Charlie ที่พึ่งเสียชีวิตไปปี 2011 นี้เกล่าเอาไว้ ขณะที่อีกคนจากไปก่อนนานแล้ว ด้วยสาเหตุที่ว่านั้น และก่อนหน้านั้นมีดราม่าชีวิตมากมายที่ส่งผลกับชีวิตพี่น้องคู่นี้ แต่คิดว่าส่วนใหญ่มันยังไม่สำคัญกับอัลบั้มนี้มากนักเลยยังเลี่ยงไว้ก่อน ถ้ามีโอกาสพูดถึงอัลบั้มอื่นอีกอาจจะยกขึ้นมาคุยอีกก็ได้

       ด้วยความยังไร้เดียงสากับแนวเพลงนี้ จึงเกิดความประมาทอย่างไม่น่าอภัย คิดมาตลอดว่าคงจะได้ฟังคนขี่ม้ากระดกเบียร์ร้องเพลงเกี่ยวกับสาวข้างบ้านอะไรทำนองนั้น อันนี้เป็นบทเรียนจำไว้เลยว่าทุกแนวเพลงมันมีทั้งคนที่ทำอะไรธรรมดาตามสูตร และพวกที่มีความสุดโต่ง สร้างสรรค์ตามสไตล์ส่วนบุคคลจนโดดเด่นออกมา มันก็มีเช่นกัน อีกอย่างหนึ่งเลยคือแนวเพลงนี้มันก็มีคลาสของมันในระดับนึง มีการประชัน มีครูมีการแข่งขันชั้นเชิงศิลป์ทำอย่างไรจึงจะเล่นกับอารมณ์ผู้ฟังได้ที่สุด สองประเด็นนี้ถ้ามองรวมได้จะเข้าใจว่าอัลบั้มนี้สร้างมาแบบไหน คือไอเดียเกี่ยวกับคันทรี่นอกจากจะเป็นเพลงกระแสหลักที่ต้องอาศัยความสามารถทางการขับร้องและเครื่องดนตรีแล้ว สำหรับพวกเขาแล้วยังเป็นเรื่องของจิตวิญญาณปรัมปรา กึ่งศาสนากึ่งนิทานพื้นบ้าน บวกเข้าไปด้วย ไม่ใช่ในแบบที่รู้สึกลึกลับไกลตัว แค่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ธรรมดา มันไม่เกี่ยวกับว่าคือเรื่องจริงหรือไม่ ก็แค่อยู่ในวิถีชีวิตของเขา จะเล่าไปก็คล้ายชนบทเมืองไทยเรา (ส่วนหนึ่งเราเคยนับถือแต่ผีล้วนๆ เลยนะ) กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่นี้เป็นต้น คือตัวอย่างนิยามคำว่า Tragic ของชีวิตได้ แต่นั่นยังเบา มันก็ยังมีเรื่องสุด Cult กว่านั้นอีกมากมายจนคุณอาจจะอึ้งว่ารุ่นบรรบุรุษเราเป็นขนาดนั้นเลยเรอะ ฉันใด ฟากฝั่งหนึ่งของอเมริกาที่พี่น้องคู่นี้เติบโตมาก็ฉันนั้น

       12 เพลงเป็นตัวแทนของความเลวร้าย โศกเศร้า ตลกร้าย ที่หลีกเลี่ยงยากในชีวิตคนทั่วไป หรืออย่างน้อยก็ตามพื้นเพความเป็นอยู่ของพวกเขา (ผู้ร้อง) ในเพลง Kentucky, Alabama  พวกเขาคิดถึงสถานที่ต่างๆ ความทรงจำที่ทั้งหอมหวานและขมขื่น อยู่ที่นั่น เพลง I'll Be All Smiles Tonight, My Brother's Will ความผิดหวังอันรุนแรงที่ทำให้ต้องยิ้มทั้งน้ำตา เพลง Let Her Go... และ A Tiny Broken Heart ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้เสมอ In The Pines และ Take the News to Mother คือการจากลาทุกรูปแบบ เหล่านี้ นำทางไปสู่เวทีสุดท้ายของชีวิตคือ เรื่องของความเป็นความตาย เพลง Katie Dear My, Knoxville Girl และ Mary of The Moor เล่าเรื่องเกี่ยวกับความตาย คู่รักฆ่าตัวตาย และโศกนาฏกรรมครอบครัว มันอาจจะใช่หรือไม่ใช่เรื่องจริงจากชีวิตใครคนใดคนหนึ่ง แต่พวกเขาใช้ชื่อหรือสถานะบุคคลที่สามเพื่อสื่อไปตามบทที่เป็นเรื่องเล่าขานกันมามากกว่า เทคนิคเส้นเสียงที่เดาทางไม่ได้ของพวกเขา ที่ยังรักษาความเป็น Gospel (บัลลาดละครโศก? 😅) แต่ปรับเนื้อหาให้เป็นสาธารณะ ชีวิตประจำวัน มันให้บีบเราจนบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องเหล่านั้น หรือกับคนเหล่านั้นดี เหมือนคุณเปิดดูข่าวตอนเช้า "อ้อ มีคนตาย" แล้วก็ใช้ชีวิตต่อ สำหรับผมคงต้องการจะรับงานชิ้นนี้เหมือนเป็นบทเรียนมากกว่า ตัวอย่างความวิปโยคล้วนๆ แบบนี้มันมีอยู่จริง แม้อัลบั้มนี้จะเป็นการบังคับเสนอมาแต่ด้านร้ายๆ เพียงด้านเดียว ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่มีโอกาสได้เจอกับมันเลยในชีวิต

เพลงที่ชอบ : Kentucky, I'll Be All Smiles Tonight, What is Home Without Love, A Tiny Broken Heart, Alabama, Knoxville Girl

The Louvin Brothers : Tragic Songs of Life (1956)
Capitol
By Jitrpanu 22/04/2017