Review | K-OTIC - Blacklist


   ขอนอกกระแสนิดนึง โอเค้ ได้ข่าว Kamikaze ครบรอบสิบปีแล้ว ยินดีด้วยยย
เราก็คนนึงแหละที่อาศัยอยู่ในวงโคจรของยุคนั้น (รุ่นแรก ย้ำว่ารุ่นแรก) แล้วตอนนั้นยังไม่ได้มีความคิดแยกแยะเกี่ยวกับการฟังเพลงเท่าไหร่ด้วย รู้จักแค่คำว่า "เพราะ" กับ "ไม่เพราะ" แค่นั้น วัยก็กำลังพอเหมาะพอเจาะ พอเจอแนวนี้เข้าไปแล้วมันจะชอบก็ได้ หรือจะเกลียดมันก็ make sense อยู่ ("มันไม่ใช่แนวววว อ่ะครับ กิ๊กก๊อก" - จากชาวร็อคท่านหนึ่ง)
จะชอบไม่ชอบคุณก็ต้องยอมรับแหละว่าพวกเขาเข้ามาเปลี่ยนเกมไปมากแค่ไหน ถึงจะเป็นช่วงสั้นๆ แต่มันยังมีอารมณ์บางอย่างที่ถูกทิ้งเอาไว้เหมือนเป็นอารมณ์ค้างคาที่ยังรู้สึกได้เวลาได้ฟังเพลงใหม่ๆ เป็นวัฒนธรรมย่อยที่ถูกจดจำอยู่ในหน้าหนึึ่งของวงการเพลงไทย อย่างน้อยก็ยึดวิทยุ ทีวีไปช่วงนึงล่ะ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่บางคนตอนนั้นด้วยที่พอมีวิสัยทัศน์คิดทำอะไรแบบนี้เป็นอยู่บ้าง
จำได้ว่าช่วงนั้นก็พยายามติดตามอยู่นะ แต่เราก็รู้จักเปิดเป็นแค่ Youtube Exteen อะไรพวกนี้ พอได้ตามกระแสกับชาวบ้านเขาบ้าง ตอนแรกคิดว่าเป็นค่ายเล็กๆ พยายามแปลกใหม่เอาใจวัยรุ่น ผลงานเน้นซิงเกิ้ลไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่พอไปอ่านกระทู้ที่แฟนๆ เขารำลึกผลงานของทั้งค่ายแล้ว โอ่โห้ เราพลาดอะไรไปเยอะเลย ว่างๆ คงต้องลองย้อนฟังดู
ศิลปินที่พอจำได้ก็มี หวาย โฟร์มด เนโกะจัมป์ พายุ บลาๆ เพลงฮิตได้ยินผ่านหูพอฮึมฮัมตามได้ก็มีเยอะเช่นกัน เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ
แต่ที่พอเข้าตาทั้งงานเพลงและเอกลักษณ์จริงๆ หน่อยก็จะมีสามสาว FFK แล้วก็ นี่เลย บอยแบนด์ในตำนาน K-OTIC ซึ่งทุกวันนี้ถึงจะใช้เวลานึกนิดนึงก็พบว่ายังจำชื่อได้ทุกคนนะ
เลยตั้งใจจะมาพูดถึงอัลบั้มนึงที่คิดว่าน่าจดจำสำหรับเราที่สุด 'Blacklist' งานชุดที่สองหรือสามนี่แหละ ของพวกเขา รู้สึกจะเป็นช่วงที่แพลนต่างๆ ของกามิกาเซ่เริ่มลงตัวในตลาดเพลง ศิลปินที่พยายามดันตั้งแต่เริ่มก็มีจุดยืนของตัวเองในสายตาคนทั่วไปละ
เช่นเดียวกับอัลบั้มนี้ก็เป็นความลงตัวของวงเหมือนกัน สำหรับเราแล้วงานชิ้นนี้มันถูกวางอยู่ระหว่างการเริ่มต้นด้วย J-Pop จี๊ดจ๊าดแสบสันตามคอนเซ็ปเดิมของค่าย กับการเปลี่ยนผ่านของ K-Pop สมัยใหม่ที่ เอ่อ ดูรกหูรกตาน้อยกว่า อันนี้เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ซึ่งก็ช่างมันเถ๊อะ
มันสำคัญที่ผมชอบไอเดียกับโปรดัคชั่นช่วงนั้นจริงๆ บรรกากาศโดยรวมของเพลง ให้อารมณ์วัยรุ่นที่ไม่ถึงกับปัญญาอ่อน อารมณ์ผู้ใหญ่ที่ไม่แก่เกินทำตัวน่ารักได้ แน่นอนว่ามันยังมีโปรดัคชั่นโหลๆ กับเนื้อเพลงสิ้นคิดที่ยังติดมากับอัลบั้มชุดแรกให้เรายี้กันอยู่บ้าง แบบเพลงแรก Blacklist หรือ ร้ายแต่รัก คือความพยายามสร้างธีมวัยรุ่นแหกคอกของค่ายนี้ทำให้ผมกุมหัวหนักมาก
แต่ต่อจากนั้นแล้ว ถึงจะยังวนเวียนอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่การออกแบบรูปแบบเพลงทำให้มันไม่เลี่ยนจนเกินทน (เหมือนส่วนมากของค่ายนี้) ทั้งเพลงเร็วก็พลิกแพลงแปลกใหม่ ทั้งเพลงช้าอาร์แอนด์บีก็นิ่มนวลใจ มันให้ความรู้สึกท้าทายกว่า ดราม่ามากกว่าที่จะโฟกัสอยู่กับเนื้อหาอย่างเดียว
เห็นได้เลยว่าโปรดิวเซอร์น่าจะช่ำชองทางนี้อยู่พอสมควร การเล่นสนุกเครื่องสายกับโน๊ตสูงทำนองป๊อปในเพลงที่เขาทำ ทำให้เราปล่อยอารมณ์ตามจังหวะได้เพลิดเพลินมาก อาจจะมีบางส่วนที่มักง่ายหรือเล่นใหญ่เกินไปบ้าง แต่ความเรียบง่าย สั้นกระชับของดีไซน์อัลบั้มนั้นยังในเกณฑ์ที่โอเค ไม่หลุดโลกเละเทะเหมือนอัลบั้มอื่น สามารถเหมารวมความรู้สึกสดใส อ่อนไหว อวดดี เป็นสเน่ห์ของการเป็นวัยรุ่นสมัยนั้นเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด

เพลงที่ชอบ : แค่เธอสงสัย, แฟนใหม่, ไร้เดียงสา


K-OTIC : Blacklist (2012)
Kamikaze
By Jitrpanu Palarit 09/08/2017


Whitney - Golden Days | แปลความหมาย


Oh, don’t you save me from hangin’ on
I tell myself what we had is gone
And after all that I put you through
I get knocked out like I never knew

เธอช่วยฉุดยื้อฉันจากคืนวันเก่าๆ จะได้ไหม
ฉันบอกตัวเอง สิ่งที่เรามีนั้นจากไปแล้ว
และเหนืออื่นใดที่ฉันเคยกระทำกับเธอ
ฉันถูกไล่ออกมาแบบที่ฉันไม่เคยได้รู้

It kept me real 'til I'm moving on
But you can’t leave feeling like you did no wrong
It's a shame I can't get it together now
It's a shame we can't get it together now
'Cause I'm aching but

มันฝังใจฉันจริง กว่าจะก้าวต่อไปได้
แต่เธอคงไม่ทิ้งความรู้สึกของเราราวกับมันไม่เคยเกิด?
ช่างน่าละอายที่ฉันไม่สามรถลุกขึ้นมาได้ในตอนนี้
ช่างน่าละอายที่เราไม่อาจเดินไปด้วยกันอีกได้
เพราะฉันกำลังเจ็บปวด แต่

I fell right in when you gave me up
Those golden days snuck away from us
Lately, I've been close but I'm up to trouble
Those golden days keep you hanging on

ฉันรู้สึกได้ทันทีที่เธอหมดใจจากฉัน
เหล่าคืนอันวันแสนหวานลอยหลุดไปจากเรา
แต่มาพักนี้ ฉันปิดตัวเองแต่ก็ยังมีปัญหา
เหล่าคืนวันอันแสนหวาน ที่ยังมีภาพเธอไม่เลือนหาย

It kept me real 'til I'm movin' on
But you can't leave feeling like you did no wrong
It's a shame I can't get it together now
It's a shame we can't get it together now
'Cause I'm searching for those golden days

มันฝังใจฉันจริง กว่าจะก้าวต่อไปได้
แต่เธอคงไม่ทิ้งความรู้สึกราวกับมันไม่ถูกต้อง
ช่างน่าละอายที่ฉันไม่สามรถลุกขึ้นมาได้ในตอนนี้
ช่างน่าละอายที่เราไม่อาจเดินไปด้วยกันอีกได้
เพราะฉันกำลังตามหาคืนวันแสนหวานเหมือนที่เคยมี

'Cause I'm searching for those golden days

เพราะฉันกำลังตามหาคืนวันแสนหวานเหมือนที่เคยมี

Review | Kanye West - The College Dropout


       มันทั้งตลกและน่าสนใจดีที่คานเย่เลือกเสนอไอเดียของอัลบั้มก่อน (คุณค่าของความฝัน, ครอบครัว, การศึกษา, วัตถุ-ทุนนิยม และวงการดนตรีฮิพฮอพ ในอเมริกา) ภาพใหญ่วางไว้เป็นวงกว้าง แต่ดำเนินไปอย่างระมัดระวัง แล้วเขาจึงยอมเผยสิ่งที่เป็นชีวิตส่วนตัวเข้ามา ทำให้เราที่กำลังเพลิดเพลินกับเปลือกนอกของอัลบั้มนั้นค่อยๆ เห็นว่าทุกอย่างกำลังคลี่คลายออกมา ให้เราได้รู้สึกสนิทสัมพันธ์กับตัวศิลปินแบบบุคคลมากขึ้น เป็นการแนะนำและเปิดตัวไอ้หน้าใหม่ในวงการที่สมูธแนบเนียนยอดเยี่ยมที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนั้นแล้วเป็นเพราะชีวิตส่วนตัวของเขาที่ว่าก็คือสิ่งที่เป็นพื้นเพความคิดเดิมในอัลบั้ม เป็นที่มาที่ไปของหัวข้อแต่ละเพลง ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนของตัวผู้เล่าเอง แบบ Kanye West คนนี้คือชายผู้โลดแล่นขึ้นมาจากเส้นทางอันเป็นเรื่องราวที่ไม่ง่ายเลยที่จะเปิดใจเล่า แต่เขากลับทำให้มันไม่ยากเลยด้วยการนำเสนอมันผ่านไอเดียที่เข้าถึงง่าย แนวดนตรีที่ง่าย มี Skit ย่อยช่วยเล่าเรื่อง เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังทั้งสาระและความบันเทิง สำหรับใครที่ไม่สนใจหรือจะไม่เสียดายอารมณ์ศิลป์ที่เขาจัดแจงไว้อย่างยิ่งใหญ่นี้เลยแล้วละก็ ไปฟังเพลงสุดท้าย 'Last Call' ที่เย่จัดแจงทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วก็ได้ เป็นการบรรยายภาพรวมหลังจบทุกอย่างของอัลบั้มและตัวแทนมิติความคิดต่างๆ ที่เขาพยายามทำในฐานะศิลปินมาโดยตลอด


       เสมือนได้ย้อนวันวาน ไปถึงวันที่เราเคยเป็นนักล่าฝัน สำหรับอัลบั้มนี้คงอยู่ในวัยเรียน ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาต่างๆ ทั้งสองฝั่ง ทั้งด้านที่ดี ทั้งด้านต่อต้านที่ชี้ถึงความไม่แน่นอนของผลลัพธ์เมื่อจบการศึกษาไป ขณะเดียวกันอีกฝั่งก็ยังมั่นใจและยึดถือแนวทางเดิมที่มั่นคงมากกว่าของสถาบันและการร่ำเรียน (โตไปจะทำอะไรกิน!) เราคงเคยถูกชักจูงจากคำคมชวนเชื่อต่างๆ ว่าเรียนไม่จบก็ประสบความสำเร็จได้อะไรพวกนั้น ไอเดียของคานเย่ในอัลบั้มนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็พูดออกมาละ ในฐานะที่เขาก็ดรอปออกมาล่าฝันเหมือนกัน แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องเจอหลังการตัดสินใจเช่นนั้นไม่มีอะไรง่าย เมื่อมีความเชื่อแล้วก็ต้องดันทุรังไปให้สุด ก็คงรู้กันแหละว่าพูดถึงเรื่องความมั่นใจคงไม่มีอะไรเกินคานเย่แล้ว ไม่ใช่แค่เขาเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง แต่เขาเชื่อในเหตุในผลของตัวเองแบบหมดใจ เขาเริ่มต้นด้วยความไม่แยแสกระแสสังคมที่ตั้งใจสร้างกรอบและควบคุมคนให้อยู่ในคอกของกลไกเศรษฐกิจ ทั้งระหว่างเรียนและที่เรียนจบไปแล้ว ไม่เชื่อว่าการร่ำเรียนสูงมีสถานะสูงในสังคมจะเป็นอะไรที่ยั่งยืนในแง่ของความภูมิใจไปจนตาย แต่ไม่ใช่เกี่ยวความพอเพียงอะไรแบบนั้นนะ เขาตั้งใจจะอยู่สูงเหมือนกัน แต่เป็นระดับสูงบนพื้นที่ต่างออกไป สามารถร่ำรวยและมีชื่อเสียงเหมือนกัน แต่มีอิสระมากกว่า เป็นตัวของตัวเองมากกว่า ทั้งหมดนี้จะต้องเกิดขึ้นด้วยผลงานและความสามารถเชิงศิลป์ของเขาเอง

  คานเย่มีแรงบันดาลใจแรกที่สำคัญอย่างหนึ่งจากเพลง Through the Wire ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเดินทางสายแรปเปอร์ จากอดีตที่เป็นเพียงโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินใหญ่ๆ และถูกกดไว้แค่นั้นตลอด เขาประสบอุบัติเหตุรถชนที่ทำให้กรามแตกและถูกลวดรอบปากไว้ระหว่างเข้าการรักษา สถานการณ์อย่างนั้นมันควรจะบั่นทอนสภาพจิตใจของศิลปิน(ที่ยังไม่ดัง)เอามากๆ แต่คานเย่ไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น เขายังอัดเพลงต่อทั้งสภาพอย่างนั้น ออกมาเป็นเพลงที่กล่าวไว้ข้างต้น มีความหมายทุกอย่างตามเนื้อเพลงนั้นเลย เวอร์ชั่นแรกเลยฟังดูอู้อี้แปลกๆ ซึ่งไม่ได้เอามาใช้ในอัลบั้มจริง เป็นการพิสูจน์อย่างดีว่าคงไม่มีอะไรจะหุบปากของเขาได้อีกแล้ว หลังจากต่อสู้อยู่นานในที่สุดทางค่ายเพลงก็ยินยอม เจย์ซีและศิลปินอื่นๆ ที่เคยร่วมงานก็เห็นใจและเห็นความสามารถ ช่วยเขาให้ได้ทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอันครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจผมมาก หลังจากผ่านเรื่องแย่ๆ แบบนั้น ผลงานของคานเย่ในช่วงแรกๆ นั้น กลับไม่ได้ออกมาภาพลักษณ์ในแรปเปอร์อารมณ์ร้าย หรือแบบแก๊งสเตอร์แร็พที่กำลังครองตลาดฮิพฮอพอยู่ในสมัยนั้น ทุกเพลงของเขาก็พูดถึงเรื่องแย่ๆ อยู่หรอก แต่เขานำเสนอมันด้วยบรรยากาศที่สดใสร่าเริง เปี่ยมไปด้วยหวัง ฟ้าหลังฝน และท้าทายสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา เป็นอารมณ์กึ่งขบขันและขมขื่น อาจจะยกเว้น Jesus Walks ที่จัดเต็มและเดือดกว่าเพลงอื่นๆ คงเพราะต้องการเน้นความจริงจังของเขาถึงประเด็นศาสนาที่ปกติแล้ววงการเพลงหรือช่องทางวิทยุพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด ซึ่งแบบนั้นก็ไปเข้าทางการจำกัดความของการตัดรอนความคิดสร้างสรรค์ศิลปินที่คานเย่ไม่ปลื้มเอาเสียเลย

      อย่างหนึ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้คงต้องยกเครดิทให้สไตล์การโปรดิวซ์ของพี่แก การแซมพลิงเพลงเก่าๆ ในวงการฮิพฮอพนั้นมีมายาวนานเป็นเรื่องปกติ แต่การเข้ามาของคานเย่ในยกระดับการทำเพลงแบบนี้ไปอีกขั้น โดยอัลบั้มแรกนี้เย่เน้นไปทางบีททำนองกลองที่อัดจิตวิญญาณของแนวดนตรีโซลเข้าไปทั้งการร้องและแร็พ ด้วยการปรับ Pitch เสียงประกอบขึ้นให้เข้ากับจังหวะหลัก บางเพลงมีการใช้เสียงขับร้องประสานเสียงแบบเพลงโบสถ์คลออยู่แบ็คกราวด์ ทั้งหมดนั้นเย่ไม่ได้ลดทอนแบบแผนอันดีงามที่ติดมากับต้นฉบับมาก รูปแบบนี้จึงได้ต้อนรับความรู้สึกใหม่ๆ จากทัศนวิสัยของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากความงดงามและเจ็บปวดจากสิ่งต่างๆ ที่คนสมัยก่อนสร้างไว้ คอยผลักให้ไปต่อ การแร็พของเย่ยังเป็นอะไรที่สนุกและขี้เล่น มีฮุค มีพันช์ไลน์ที่ติดหูและเรียกได้ว่าฉลาดในหลายๆ ด้าน เช่นกันกับแรปเปอร์และนักร้องอาร์แอนด์บีรับเชิญหลายๆ คนที่มาช่วยร้องช่วยลงความเห็น สร้างสีสันทำให้คอนเซ็ปของเพลงแต่ละเพลงน่าสนใจขึ้นไปอีก และดูเหมือนคานเย่จะยึดเอาแนวทางการทำเพลงแบบนี้เป็นสไตล์ลายเซ็นของตัวเองไปอีกนาน

เพลงที่ชอบ : We Don't Care, Graduation Day, All Falls Down, I'll Fly Away, Spaceship, Jesus Walks, Never Let Me Down, Get' Em High, Slow Jamz, School Spirit, Lil Jimmy, Two Words, Family Business, Last Call


Kanye West : The College Dropout (2004)
Roc-A-Fella / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 03/08/2017


Cat Power - The Greatest | แปลความหมาย



       ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เพลงนี้น่าจะเกี่ยวกับความท้อแท้สิ้นหวังเมื่อพยายามแล้ว ไปไม่ถึงฝัน ไม่ถึงเป้าหมาย สูญสิ้นทุกอย่างในที่สุด เพลงสร้างภาพให้ความผิดหวังนี้เป็นความรู้สึกแบบงานศพ ความตาย จากที่เคยยิ่งใหญ่เข้มแข็งบนผืนโลก สุดท้ายก็กลับสู่ผืนดิน ถูกฝัง ถูกกำจัดเป็นเศษซากในที่สุด เพลงสะท้อนให้เห็นถึงความเศร้าควบคู่ไปกับความสงบหลังจากทุกอย่างมันจบไปแล้ว อาลัยอาวรณ์นิดๆ แต่ก็พร้อมไปต่อ รออะไรก็ตามที่กำลังมาถึง


Lyrics

Once I wanted to be the greatest
No wind or waterfall could stall me
And then came the rush of the flood
Stars at night turned deep to dust

ครั้งหนึ่ง ฉันเคยอยากเป็นที่สุด
สายลมหรือสายน้ำตกก็ไม่อาจหยุดยั้ง
ทันใดเมื่อความเร่งรัดนั้นท่วมท้นเข้ามา
ดวงดาวราตรีผันลึกสลายเป็นผงฝุ่นไป

Melt me down
Into big black armor
Leave no trace of grace
Just in your honor
Lower me down
To culprit south
Make 'em wash a space in town

หลั่งหลอมตัวฉัน
กลายเป็นเกราะสีดำ
ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความสง่างาม
เพียงเพื่อเกียรติของคุณ
ลดทอนฉันลง
เป็นเพียงผู้ร้ายข้างใต้นี้
ให้เขาได้ชะล้างที่ว่างในเมืองต่อไป

For the lead
And the dregs of my bed
I've been sleeping
Lower me down
Pin me in
Secure the grounds
For the later parade

เพื่อการนำ
และเศษตะกอนบนที่นอนฉัน
ฉันได้หลับใหล
ลึกลงไป
ตรึงฉันไว้
อยู่คุ้มครองผืนดิน
เพื่อรอการมาของขบวนถัดไป

Once I wanted to be the greatest
Two fists of solid rock
With brains that could explain
Any feeling

ครั้งหนึ่งฉันเคยอยากเป็นที่สุด
สองมือแข็งแกร่งดั่งหิน
ด้วยสมองที่สามารถคิดอ่าน
ทุกความรู้สึก

Lower me down
Pin me in
Secure the grounds
For the lead
And the dregs of my bed
I've been sleeping
For the later parade

ลึกลงไป
ตรึงฉันไว้
อยู่คุ้มครองผืนดิน
เพื่อการนำ
และเศษตะกอนบนที่นอนฉัน
ฉันได้หลับใหล
เพื่อรอการมาของขบวนถัดไป

Once I wanted to be the greatest
No wind or waterfall could stall me
And then came the rush of the flood
The stars at night turned deep to dust

ครั้งหนึ่ง ฉันเคยอยากเป็นที่สุด
สายลมหรือสายน้ำตกก็ไม่อาจหยุดฉัน
ทันใดเมื่อความรู้สึกเร่งรัดและท่วมท้นนั้นเข้ามา
ดวงดาวราตรีผันลึกสลายเป็นผงฝุ่นไป


   ศิลปิน : Cat Power
อัลบั้ม : The Greatest
แนวเพลง : Indie Rock, R&B, Soul
ปล่อยเมื่อวันที่ : 20 มกราคม 2006

Review | Logic - Everybody


        อัลบั้มนี้คิดว่าดูกันไปเพลงต่อเพลงน่าจะดีกว่า แล้วจะสรุปต่อให้เล็กน้อยช่วงท้ายบทความนะครับ

Hallelujah
Logic ก็คือ Logic ถึงจะพยายามจริงจังแค่ไหน เราก็สัมผัสถึงความระริกระรี้อยู่ไม่สุขอยู่ในเพลงของเขาได้อยู่ดี อย่างเริ่มเพลงนี้ อารมณ์เหมือนมีของดีแล้วอยากอวดคนอื่นเร็วๆ มาดูๆ พร้อมยางง มีการย้ำให้เปิดหูเปิดตาเตรียมตัวเตรียมใจก่อนด้วย ขณะที่ดนตรีคีย์สูงเสียงสดใสจังหวะเร้าใจกำลังวอร์มอัพคนฟัง ขณะที่กำลังดึงความสนใจเราไว้ได้นั้น แกก็โยน "GOD" อัดหน้าเราเลย ยัดเยียดความรู้สึกสำคัญว่าอัลบั้มนี้น่าเกี่ยวกับศาสนา อะไรก็ตามที่อยู่สูงสุด เป็นความรู้สึกออกไปทางชื่นชมสิ่งนั้น แต่คงไม่ใช่หลักการแบบที่เชื่อกันทั่วไป ล่ะมั้ง ตามมาด้วยการอ้างอิงนิดๆ ถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเชื้อชาติให้ต่อเนื่องกันเนียนๆ ตามสไตล์เขา ตบท้ายด้วย Skit ใหม่ที่น่าจะเป็นเนื้อเรื่องใหม่สำหรับอัลบั้มนี้ คือ ชายชื่อ Atom ประสบอุบัติเหตุรถชน แว๊บไปโผล่ที่ไหนไม่รู้ อยู่เหนือกาลเวลาและจิตใต้สำนึกทั่วไป เขาได้มีบทสนทนาขำๆ งงๆ กับคนที่อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า จึงน่าจะตีความว่าเป็นห้องพิพากษา เป็นการเปิดอัลบั้มที่น่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน เหมือนกางธีมตลอดอัลบั้มออกมาให้เห็นโต้งๆ เลย มันเสียตรงตัวเขาเองยังแสดงน้ำเสียงกึ่งไม่แน่ใจสิ่งที่ตัวเองจะเล่าแบบเปิดเผยนี่แหละ เอ้า จะอยากฟังต่อดีหรือเปล่านี่

Everybody
เป็นซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก่อนได้ซักพัก เคยโพสไปแล้วว่าชอบมาก เป็นครั้งแรกที่เห็นลอจิคเป็นตัวเป็นตนครั้งแรก สิ่งที่เขานำเสนอมา ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่หรอก แต่การถ่ายทอดทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาก รู้สึกว่าโฟลวของเขาลงล็อคกับบีทแบบนี้มาก ไอ้การจัดระบบเนื้อหาให้อยู่ในเพลงๆ เดียว ไม่ให้มันหลุดหัวข้อเนี่ย (เท่านี้ที่ต้องการ) ทำได้ตรงประเด็นกระชับจับใจเรา หลักๆ แล้วตรงนี้จะเป็นการเริ่มลงรายละเอียดของส่วนที่เกริ่นมากับเพลงก่อน คือเรื่องของเชื้อชาติ ความ(ที่ควรจะ)เท่าเทียมจากความแตกต่างในลักษณะทางกายภาพ ตัดสินคนจากภายนอกอย่างเดียว  ในกรณีของ Logic นี้ ถ้าใครติดตามเขามาตลอดจะได้ยินเขาพร่ำย้ำจนเอียนเลยล่ะ ว่าเขาคือ "Biracial" คือพ่อเป็นคนผิวสี ส่วนแม่ผิวขาว แม่ดันเป็นคนเหยียดผิวด้วย (แล้วคบกันได้ไงวะแต่แรก) เอาเข้าไป เรียกลูกตัวเอง Nigga นี่ก็โอ้โห สุดยอดแล้ว ซึ่งแค่เป็นปัญหาภายในก็หนักพอแล้ว แต่ด้วยการที่ลอจิคดันเกิดมาผิวขาวถึงจะโตมาแบบสังคมคนผิวสีก็ยังถูกเหยียบไว้แบบครึ่งๆ กลางๆ จะใช้คำประเภทนีโกรนิกก้าทั้งหลายก็ไม่ได้ (มึงคนขาวเกิดมาสบายอยู่แล้ว!) แถมพอมาฝักใฝ่ด้านแร็พคนอื่นยังมองว่าเหมือนพวกขี้ยาไม่เอาการเอางานแบบคนขาวทั่วไปอีก ถึงจะฟังแกบ่นเรื่องพวกนี้มาซักพักแล้ว แต่สำหรับอัลบั้มนี้ไม่รู้ทำไมมันถึงดูมีหลักการ ฟังขึ้น น่าเห็นใจมากขึ้นหน่อยๆ




Confess
เห็นชื่อเพลงก็เดาได้ ตามคอนเซ็ปก็ต้องสารภาพบาปแน่ล่ะ แล้วก็ใช่จริงด้วย แล้วเพลงก็ดันออกมาแย่(ซะงั้น)ด้วย คือทิ้งช่วงบีทจากเพลงที่แล้วมามันก็ควรจะคงอารมณ์นั้นไว้ ไม่ก็เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่เข้มข้นกดดันคนฟังกว่าเดิม แต่โปรดัคชั่นกลับเปลี่ยนบรรยากาศไปรู้สึกแบบเพลงโฆษณาโบสถ์คริสต์อะไรแบบนั้น บวกกับการสารภาพบาปในมุมมองของลอจิคมันง่ายไปหน่อย "ผมรู้ผมทำผิดไป แต่ผมก็เป็นส่วนหนึ่งใต้บงการท่านนะ ทำไมชีวิตผมถึงต้องออกมาบรรลัยแบบนี้ด้วยหละ" ทัศนะนี้มันจะต่างจากไอเดียในอัลบั้ม DAMN. ของเคนดริคนิดหน่อยที่เขามองพระเจ้าเป็นระบบใหญ่ที่เอาแน่นอนไม่ได้ และค่อนข้างจะปลงกับมันไปแล้ว แต่ลอจิคนี่ออกไปทางงอแงกับพระผู้เป็นเจ้าที่ควรจะผู้อารีกับทุกคนมากกว่า สุดท้ายการที่ Killer Mike เอ็มซีสายการเมืองของเราออกมาโก้กก้ากเหมือนหาเสียงก็ไม่ได้ให้อะไรที่บันเทิงใจไปกว่ากันเท่าไหร่เลย ไม่ได้แร็พด้วยซ้ำไป

Killer Spree
ในที่สุดดนตรีก็วกกลับมาต่อธีมเดิมแล้ว ถึงจะฟังดูมั่วๆ หน่อย ทีนี้เป็นเรื่องของข้อมูลและการสื่อสารครับ ฟังดูน่าเบื่อแต่ก็จำเป็น ผมว่าสำคัญกว่าเรื่องอื่นเลยนะ ทุกวันนี้ยิ่งการแพร่กระจายของสื่อไปได้ง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดความรัดกุมและความน่าเชื่อถือ คนไม่หวังดีมันก็มี แต่คนที่รับสื่อไม่ระมัดระวังมันมีเยอะกว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องอ่านไม่เกินเจ็ดบรรทัดหรือมากกว่านั้น อ่านไปจะใช้ปัญญาตีความได้หรือเปล่าไม่รู้ เหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่ลอจิคพยายามจะสื่อคือ การรัดรวมข้อมูลเท่าที่จำเป็นและเอามันมาโฟกัสให้อยู่กับตัวเอง พิจารณาพลวัตมันให้สัมพันธ์กับชีวิตเรา ความตื้นลึกของลูกเล่นทางวาทกรรม รูปธรรม นามธรรม ถ้าอัลบั้มนี้จะเล่นกับศาสนานะ คือรวมๆ แล้วมันเกี่ยวกับเราแค่ไหน ตามให้ทัน มากกว่าจะไปตามลายลักษณ์อักษรทุกอย่างในข่าวหรือมัวแต่หมกมุ่นว่าจะเชื่อคนนั้นหรือคนนี้ดี (อันนี้ก็เว่อร์ไปนิดนึง แต่อยากเขียน)

Take It Back
ยังเดินหน้าต่ออย่างหนักหน่วง เพลงกลับมาแน่นจังหวะ รักษาความต่อเนื่องได้ดีอยู่และย้อนเนื้อหากลับไปที่ Everybody อีกครั้งด้วย คราวนี้เขาเสนอไอเดียเกี่ยวกับรูปคำของชาติพันธ์ุใหม่ ให้ลองย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อข้อแตกต่าง ข้อขัดแย้งต่างๆ มันยังไม่เกิดดู ท่อนฮุกอาจจะย้อนไปไกลหน่อย ตั้งแต่คนผิวสีกับคนขาวเจอกัน และกดขี่กันแรกๆ แต่เจตนาจริงเขาน่าจะแค่ย้อนเพื่อเปรียบเทียบเกี่ยวกับจุดกำเนิด เหมือนการที่ตัวเขาเองเกิดมาถึงเริ่มความขัดแย้งขึ้นในชีวิตเขาและสังคมรอบข้าง แล้วตั้งใจหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ดูเหมือนเขาคงไม่ถนัดแร็พเล่าเรื่องแบบตรงจุดตรงใจแบบที่ตัวเองต้องการได้ เลยตัดสินใจพูดเล่าประกอบบีทไปเฉยๆ นี่เลย เรื่องชีวิตตั้งแต่เด็กเขานี่แหละ แต่เล่าให้เห็นภาพชัดขึ้น บางช่วงมันก็น่าฟัง แต่ส่วนมากมันยืดเยื้อเกินไป และจบเพลงได้ น้ำเน่ามาก ตรงนี้เลยที่ผมเห็นว่าอัลบั้มนี้เริ่มหลงทางแล้ว

America
เหมือน A Tribe Called Quest - We Are The People เกรดบีอ่ะครับ แล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเขาเริ่มตัดสินใจเข้าประเด็นการเมือง นี่พึ่งผ่านมาแค่ครึ่งอัลบั้มเท่านั้น แต่คอนเซ็ปตอนนี้พังพินาศแล้วครับ เป็นอย่างไรนั้นจะอธิบายให้ฟังท้ายบทความ

Ink Blot
แล้วอยู่ดีๆ ก็ตัดภาพมาที่ Logic กอดคอ Juicy J กำลังสนุกกับบีทแทร็ปกรุ๊งกริ๊ง (มันมีเสียงน้อยๆ ร้อง Shut the Fuck Up! นี่โคตรชอบเลย) ก็เป็นการคร่ำครวญของเขาว่าบางทีก็แค่อยากทำเพลงสนุกๆ เพื่อคุณค่าทางวัตถุบ้าง เพื่อเงินบ้าง (ก็ทำในมิกซ์เทป Bobby Tarantino ไปเยอะแล้วไม่ใช่เร้อ) โดยผ่านมุมมองของ "แรปเปอร์ประเภทนั้น" ที่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำไม่ใช่เรื่องผิดอะไรสักหน่อย เข้าใจจุดขายของเพลงนี้นะ แต่จุดหมายสำหรับอัลบั้มมันมั่วไปหมดแล้วครับ

Mos Definitely
เป็นเพลงที่คลุมเครือสุดในอัลบั้มแล้วมั้ง โปรดิวซ์มาแบบพอผ่านๆ ไปอีกเพลง ชื่อเพลงกับภาพรวมมันเหมือนจะเกี่ยวกับอิทธิพลของ Logic ที่ได้จาก Mos Def ในส่วนของฮิพฮอพ แต่ในเนื้อเพลงกลับพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำไม่ยุติธรรมทางการเงิน เรื่องทุน แล้วจู่ๆ เขาก็อยากให้กำลังใจคนผิวสีขึ้นมาเฉยๆ

Waiting Room
กลับมาที่ Skit เรื่องราวของ Atom คราวนี้เป็นแบบบทพูดเต็มแทร็ค (4 นาที! เพื่อ?) โดยพระเจ้ากับลุงอะตอมกำลังถามตอบเรื่องของชีวิต อาจจะเหนือกว่าชีวิต คือตัวตนของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด พระเจ้าตนนี้กำลังบอกว่าทุกคนบนโลก จักรวาล กำเนิดมาจากดวงจิตหลายดวง เวียนว่ายตายเกิดอยู่บนไทม์ไลน์เดียว เมื่อคุณตายหรือเปลี่ยนสถานะ? คุณก็จะได้ไปสวมบทบาทคนใหม่ อาจจะเป็นคนในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ได้ทำอีเวนท์เดียวกันคนๆ นั้น มีการยกตัวอย่างว่าคุณอาจจะได้เป็นฮิตเลอร์ หรือเป็นคนยิวที่โดนเขาฆ่าก็ได้ และที่สำคัญที่สุด มีความเป็นไปได้ถึงความคงอยู่ในระดับพระเจ้าด้วย สุดท้ายพระเจ้าก็ตบท้ายว่า การได้ใช้ชีวิตของทุกๆ คน ทุกชาติพันธ์ทั้งที่เราชอบและเกลียดชัง ทุกอย่างของทุกอย่างนั้นคือวิถีของการคงอยู่และไปต่อ เราจะเติบโตขึ้นทีละน้อย และได้ตระหนักรู้ในที่สุดว่าชีวิตเป็นสิ่งที่น่าปิติยินดีเพียงใด

ห้ะ? เออ ผมก็งง


มีคนบอกว่าทฤษฎีนั้นอ้างอิงจากหนังสือเล่มนี้ ใครอ่านแล้วก็บอกหน่อยนะ

1-800-273-8255
ขอโทษที่เคยสบประมาทการร้องเพลงของเขาไปในอัลบั้มที่แล้วด้วยครับ โห ไม่คิดฝันว่าเขาจะใช้เสียงทำอะไรแบบนี้ด้วย เหมือนไม่ใช่เพลงเขาเลย น้ำเสียงมันบอกว่าสิ่งนี้มันออกมาจากส่วนลึกในใจ ลึกมากๆ ทั้งเจ็บปวดและเป็นห่วงเป็นใย จากนักร้องทั้งสามคนในเพลงนี้เลย เคยเข้าใจดีว่าธรรมชาติเขาสนิทกับแฟนเพลงขนาดไหน แต่เพลงนี้ทำให้ได้เห็นถึงความใกล้ชิดระดับความเป็นความตาย เปิดอกช่วยเหลือกันและกัน มันอบอุ่นบอกไม่ถูก ถึงขณะฟังตลอดทั้งอัลบั้มเพลงนี้มันจะหลุดขอบเขตไปนานแล้ว (เจ้าตัวก็บอกชอบเพลงนี้น้อยที่สุดในอัลบั้ม) และมันอาจไม่ใช่เพลงฆ่าตัวตายที่ดีที่สุด ที่มืดหม่นที่สุด หรือให้กำลังใจดีที่สุดในโลก แต่สำหรับหลายคนโดยเฉพาะแฟนๆ แล้ว มันจะเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คนอยากจดจำในชื่อ Logic ไปอีกนานเลย

Anziety
อีกหนึ่งเพลงแหวกสไตล์ของ Logic ผมชื่นชมนะ เขายอมเปิดเผยอีกเรื่องราวอีกครั้ง ถ่ายทอดความในใจแบบตรงไปตรงมา Logic มีอาการอย่างหนึ่งที่เป็นมาตั้งแต่เด็กคือ Panic Attack ในไทยน่าจะเรียกโรคตื่นตระหนก คืออยู่ดีไม่ว่าดีก็จะใจสั่น อึดอัด คลื่นไส้ ควบคุมตัวเองไม่ได้ และรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้ อาการนี้ไม่เกิดขึ้นกับเขานานแล้ว และพึ่งมาเป็นตอนกำลังเข้าแถวจะดูสตาร์วอร์กับแฟนภาคใหม่ จะว่าตื่นเต้นก็ไม่น่าใช่ อาจจะเกิดจากความเครียดสะสมจากความหนักหน่วงของชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เขาไม่ได้มองมันเป็นมลทินของชีวิตแต่อย่างไร เขากลับใช้มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตมันยังมีส่วนที่เลวร้ายเคียงคู่กันมาตลอด เราต้องตระหนักถึงมันไว้พอๆ กับที่ระลึกไว้ว่าแค่มีภาวะปกตินั้นก็ดีแค่ไหนแล้ว ชีวิตเราถูกเติมเต็มด้วยปัจจัยจากทุกด้าน และมันก็ยังไปต่อได้ อ่ะนะ

Black SpiderMan

AfricAryaN
เพลงสุดท้ายปลดปล่อยทุกอย่างในใจของลอจิค ระเบิดโพล่งออกมา เป็นท่อนยาวเหยียดซึ่งมันควรจะลุมลึกแน่นแฟ้นในแบบฉบับเพลงจบอัลบั้ม กลายเป็นว่าใจความหลักมันไม่มีอะไรหนีจากเรื่องที่เกริ่นไว้ สะกิดไว้ตลอดทั้งอัลบั้ม ยิ่งทวีความน่าหงุดหงิดไปอีกด้วยการวนท่อนนั้นซ้ำไปอีกห้าเวิร์ส เกือบสิบนาที สิ่งที่ทำให้แทร็คสุดท้ายนี้มีอะไรให้พูดถึงบ้าง ก็คือ  1. บีทที่พอใช้  2. Skit ที่พระเจ้ากำลังสรุปความให้ Atom และมนุษย์ทุกคนฟังด้วย สั้นๆ ว่า เมื่อมีโอกาสใช้ชีวิตในหลายรูปแบบก็ใช้ให้คุ้มนะ...อือ แล้วก็มี Skit ต่อด้วยเรื่องราวของคนจากยานอวกาศในอัลบั้มที่สอง ถ้าใครจำได้ จักรวาลนั้นจะวางโครงเรื่องเบื้องหลังไว้ให้สัมพันธ์กันตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงสุดท้าย และจากคำพูดของคุณไคกับโทมัสหลังจากฟังอัลบั้มนี้จบก็บอกว่า อัลบั้มต่อไปอันที่สี่จะเป็นอันสุดท้ายของเขาแล้ว  3. ท่อนของ J. Cole ที่โผล่มาในฐานะคนที่พูดทบทวนถึงเรื่องราวของอัลบั้มผ่านมุมมองของ Logic และหันกลับมาเป็นมุมมองของเขาเองในท่อนหลัง เป็นทั้งความเห็นทั่วไป และเพิ่มการให้คำแนะนำกับเขาโดยตรง มันดิบ มันดูไม่จริงจัง แต่ทำไมไม่รู้ผมชอบมันมากกว่าท่อนของลอจิคทั้งอัลบั้มเลย จะว่าไปแล้วรูปแบบเพลงนี้แล้วมันคล้ายๆ กับการจบ To Pimp A Butterfly ของเคนดริคอยู่เหมือนกัน ที่เป็นบทสรุปและมีแขกรับเชิญมาช่วยเสริมให้ ต่างกันที่อัลบั้มของเคนดริคนั้นคนที่มาไม่ได้ทิ้งคำตอบไว้ แต่ของลอจิคนั้นอาจจะเรียกว่ามี หรือมีอยู่แล้วแค่หาคนมาย้ำคำให้เท่านั้นเอง
  
อัลบั้มนี้ยังเป็นการเปิดโฉมหน้าครั้งแรกของเจ้า Thalia ระบบ AI อัจฉริยะประจำคอนเซ็ปทั้งสามอัลบั้มด้วย

เพราะอะไรทุกคนถึงแตกต่าง? เราขัดแย้งกันทำไม? ชีวิตคืออะไร?

         จากนี้ไปจะละเอียดอ่อนหน่อยนะครับ อย่างแรก จะเห็นว่าแต่ละเพลงผมจะเขียนบรรยายยืดยาวเป็นพิเศษ แต่จริงๆ แล้ว เกินครึ่งที่ผมทำเป็นการขยายข้อความที่ Logic ต้องการจะสื่อจริงๆ เกือบจะเป็นการมโน เพราะจากหัวข้อและข้อมูล ซึ่งได้ลองนั่งวิเคราะห์ ฟังอีกหลายรอบ พบว่ามันมีอยู่น้อยมาก(กกกก) ถ้าเทียบกับความนานของแต่ละเพลงและปริมาณบาร์ทั้งหลายที่อัลบั้มนี้จุไว้ Logic พยายามทำอัลบั้มที่แน่นไปด้วยคอนเซ็ป เหมือนคิดว่าอัลบั้มก่อนทำไว้ดีแล้ว แต่มันไม่ใช่เลยครับ เมื่อฐานไม่ดีแล้วมันจะต่อยอดอะไรก็ดูโคลงเคลงหลวมโพรกไปหมด ทั้งด้านไอเดียและสไตล์การนำเสนอของเขายังห่างไกลเหลือเกินจากความพัฒนาและความรู้สึกที่ว่ามันเป็นชิ้นงานที่ "เสร็จ" หรือสามารถจบในเล่มได้

        ถึงจะกระนั้นเขาก็ยังเร่งเร้าเผาให้มันออกมา การที่เขาตั้งใจจะปล่อยงานออกมาไม่เว้นปีมันก็ดีอยู่ แต่สำหรับอัลบั้มนี้มันกลับเหมือนถูกคลอดก่อนกำหนด ก่อนนานเลยด้วย ความหยาบที่ว่ามันเป็นอย่างไรนั้น! มาดูกัน เอาส่วนสาระสำคัญที่ Logic เสนอมาก่อน ความหมาย 'Everybody' คือทุกคน เพื่อทุกคน ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ภูมิใจสิ่งที่ตัวเองเป็น เพราะทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกันมีเลือดเนื้อจิตใจเหมือนกัน ภายใต้พระเจ้าองค์เดียวกัน เขาหมายความแบบนี้จริงๆ นะ (ซึ่งทำผมหงุดหงิดมาก แล้วความเชื่อแบบอเทวนิยมล่ะเฮ้ย) มันเป็นความหวังดีของคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องพวกนี้แบบจริงๆ จังๆ เรื่องเงื่อนไขปัจจัยของการเหยียดและความแตกต่างของมันละเอียดมาก ที่ Logic ใช้มันเป็นข้อความจรรโลงใจที่ใช้ตรรกะแบบอ่อนแอจนน่าสงสาร (ขัดกับชื่อตัวเองมาก) ถ้าจะอ้างว่าเป็นแค่เพลงสนุกๆ ไม่คิดมาก หรือมองโลกในแง่บวกอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ เพราะเขาเน้นย้ำจุดยืนในสิ่งพูด แบบพร่ำเพรื่อและชัดเจนจนเกินไป มันไม่เคยง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่ควรปล่อยเป็นคำพูดออกมาสดขนาดนี้ อย่างน้อยก็ในระดับแบบอัลบั้มล่าสุดของ Joey Badass ยังพอรับได้อยู่นะ

        อย่างในเพลง Black Spiderman ที่เขาบอกว่ารู้สึกไม่ดีที่เห็นกระแสคนไม่ชอบไอเดียของสไปเดอร์แมนคนใหม่เป็นคนดำ (Donald Glover) คืออย่างนี้ ไม่มีใครบอกว่ามันผิดหรอกที่สไปเดอร์แมนจะเป็นใคร ผมไม่มีปัญหาเลย เปลี่ยนบ้างก็ได้ แต่การที่เขาไปดิ้นบอกว่าให้เป็นเวอร์ชั่นผิวสีน่ะก็ดีกว่าตรงๆ (Spiderman should be black เลยนะ) และตลอดทั้งอัลบั้มนี้พี่แกก็สรรเสริญความงดงามของคนผิวสีแบบเอียงเอามากๆ ไม่ต่างกับที่คนผิวขาวเขาสรรเสริญฝั่งตัวเองมากกว่าเลย ทั้งที่แต่แรกเขาชี้ให้เราดูตัวเองที่อยู่อย่างเดือดร้อนด้วยฐานะที่เขายืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างคนขาวกับคนดำ คือมันไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่าง ดูที่การเปลี่ยนแปลงครับ คืออยู่ดีๆ คุณจะไปเปลี่ยนของเขาทำไม? เหมือนที่เปลี่ยนเฮอร์ไมโอนี่เป็นคนผิวสี หรือที่มีแคมเปญเริ่มเปลี่ยนเพศตัวละครต่างๆ เพื่อโปรโมทความเท่าเทียมและต่อต้านการเลือกปฏิบัติ? แล้วคนที่เขาอยู่คุณก่อนหน้าแล้วเขาไม่ถูกคุณปฏิบัติหรือ เขาเอาความรู้สึกมองบวกของตัวเองไปปนมั่วกับสถานการณ์ที่เกิดอยู่จริง ซึ่งซับซ้อนกว่ามาก ถ้าบ้านเราก็โลกสวยเลย (รู้ครับว่าคนเริ่มใช้คำนี้พร่ำเพรื่อแล้ว แต่เคสนี้ผมว่ามันต้องใช้จริงๆ) จากที่เคยรู้ว่าพี่เขาค่อนข้างเนิร์ด ผมก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกันว่าเขาเคยใส่ใจกับอะไร นอกจากความชอบส่วนตัวที่เป็นแค่สิ่งบันเทิงทั่วไปหรือเปล่า

         นี่ยังไม่พูดถึงที่พยายามดึงการเมืองเข้ามาเป็นหัวข้อหนึ่งในอัลบั้ม แต่กลับทำแบบปู้ยี่ปู้ยำด้วยสำนวนซ้ำๆ ซากๆ ของพวกอเมริกันหัวดื้อ อย่างในเพลง America ใส่แรปเปอร์ตัวเป้งมาตั้งหลายคน ก็ดันเล่นไปคนละเรื่องกันเลย เมื่อพิจารณาที่หัวข้อ 'Everybody' แล้วมันเหมือนคนไม่ทำการบ้านมาก่อนเลย อย่างสุดท้ายทฤษฎีทางศาสนาที่เอามาเสนอ ผมหาจุดเชื่อมโยงก็เข้าใจเพียงแค่ว่า ในเมื่อทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาอาจจะมีรูปร่างหน้าตาสีผิวแบบใครก็ได้ ก็จงทำใจอยู่อย่างสงบไม่ทำใครเดือดร้อนก็พอ ถ้าตามนี้มันก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ ส่วนแรกอาจจะอยู่ในทฤษฎีอยู่ แต่ที่อยู่ดีๆ ให้เราปลงเถอะนี่ผมว่าพี่แกน่าใส่เข้ามาเอง แม้อัลบั้มนี้จะเหมือนเขาลดทิฐิของตัวเองลง โดยการเล่าผ่านบุคคลที่สามบ้าง หรือเล่นหัวข้อที่ค่อนข้างเป็นสากลบ้าง แต่มันยังมีไอเดียของความคิดง่ายๆ ของเขาติดมาเป็นเงาให้เราเคืองเล่น สรุปแล้ว นี่ก็เป็นอีกอัลบั้มของลอจิคที่ยังคงคุณภาพการแร็พที่เป็นมาตรฐานเขาไว้ได้แบบสุดยอด โปรดัคชั่นที่ช่วยเพลงไว้ได้มาก มันหลากหลาย ลงตัว น่าดึงดูดกว่าเนื้อเพลงซะอีก และความคิดสร้างสรรค์โดยรวม มันก็ยังขาดศิลป์ในการนำเสนออย่างเคยนั่นแหละ จะทำเล่นก็ไม่ไหว จะเล่นใหญ่ก็พัง (ฮ่าๆ ฮือๆ) ถึงจุดนี้ผมเลิกคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ แตกต่าง เป็นปรากฏการณ์จากเขาแล้วล่ะ แค่ได้มองดูเขาเติบจากความมุ่งมั่นมุทะลุจนถึงจุดนี้ได้ก็น่ายินดีแค่ไหนแล้ว เป็นข้อคิดเดียวที่ผมได้จากอัลบั้มเลยมั้ง การเห็นคุณค่าที่ชีวิตของตัวเองยังคงอยู่ในปัจจุบันนี้ อย่างสำนวนเกี่ยวกับการสูญเสียที่ว่า อย่าร้องไห้กับสิ่งที่เสียไป จงยิ้มรับยินดีที่มันเคยเกิดขึ้นกับเรา

เพลงที่ชอบ : Everybody, Take It Back, 1-800-273-8255


Logic : Everybody (2017)
Visionary Music Group / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 30/07/2017


Review | Logic - The incredible True Story


      สตูดิโออัลบั้มที่สองของแรปเปอร์จากแมริแลนด์ Logic ทิ้งช่วงไม่นานมากจากผลงานแรก Under Pressure ที่เป็นการเปิดตัวตนใหม่จากมิกซ์เทปเก่า ด้วยชิ้นงานที่สร้างด้วยกรอบความคิด และด้วยวิสัยที่ให้มโนภาพมากกว่าเดิม เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ศิลปินสร้างเอกลักษณ์ในงานของตัวเอง ไม่เพียงแต่ทำให้คนรอว่าเพลงของเขาจะออกมาดีหรือไม่ แต่องค์ประกอบโดยรวมที่สร้างสรรค์เติมแต่งในรูปแบบอัลบั้มเต็มได้ให้เรารู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในโลกของศิลปินนั้นๆ รู้สึกถึงคุณค่าของมัน และรู้สึกยินดีที่จะควักเงินซื้อ โดยเฉพาะข้อหลังแม้ลอจิคในอัลบั้มนี้จะบอกว่าเงินไม่สำคัญก็ตาม แต่พี่ก็ขายนี่ครับ ตามที่ว่ามานั้น จะบอกได้ว่าในอัลบั้มแรกนั้น ลอจิคประสบผลสำเร็จได้บางส่วน แต่ก็ล้มเหลวไปอีกหลายส่วนในเวลาเดียวกัน เป็นปัญหาสองส่วนที่ตีคู่กันไประหว่าง ไอเดียและการนำเสนอ ลอจิคมีหัวสร้างสรรค์ในแบบคนที่ช่างจินตนาการ ในอัลบั้มแรกสิ่งที่เขานำเสนอคือเรื่องราวชีวิตตัวเอง และอาศัยอิทธิพลของรูปแบบเพลงฮิพฮอพในการเล่าเรื่อง ซึ่งที่เขาทำมันไม่ใช่การชักนำเอาอิทธิพลเดียวมาสร้างบรรยากาศ ไม่ใช่เวสโคสต์ ไม่ใช่อีสโคสต์ ไม่ใช่แทร็ปอย่างเดียว แต่เป็นอะไรก็ตาม อะไรก็ได้ที่เขาแร็พลงไปได้ และตรงนี้เลยที่เขายังทำได้แบบ เหลาะแหละไม่มีความชัดเจน อย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้วในรีวิวอัลบั้มก่อน

      มาที่อัลบั้มนี้ The Incredible True Story ได้เติมเต็มบางส่วนที่เคยตำหนิไป อย่างการสร้างคอนเซ็ปที่วางไว้อย่างลวกๆ ในอัลบั้มก่อน มาเป็นสิ่งที่เห็นภาพชัดขึ้นมาก ทำให้เข้าใจว่ามันเป็นไอเดียในการเกริ่นนำเรื่องราวมาสู่ภาพที่ใหญ่กว่า Under Pressure เป็นหนึ่งในเทปที่ลอจิคใช้ Thalia เสียงปริศนาเป็นผู้นำเสนอให้เราได้รู้จักลอจิคในจักรวาลนั้น ซึ่งสำหรับอัลบั้มนี้เป็นเรื่องราวของจักรวาลที่ออกนอกโลกกันจริงๆ เนื้อเรื่องนี้เกี่ยวกับโลกอนาคต มีกลุ่มลูกเรือจำนวนหนึ่งขึ้นยานอวกาศร่วมกับระบบปฏิบัติการ AI ก็คือ Thalia นั่นเอง ออกค้นหาดาวดวงใหม่ให้มนุษย์ที่ใกล้ถึงจุดจบ มุ่งหน้าสู่ดาวที่ชื่อ Paradise โดยอัลบั้มดึงความสนใจไปที่บทสนทนาระหว่างลูกเรือเกี่ยวกับโลกในอดีต ก็คือปัจจุบันสำหรับเรา พวกเขาเอาอัลบั้มๆ นี้แหละ มาเปิดฟังโดยบอกว่ามันเป็น "ของเก่า" ที่ยังเป็นที่รู้จักไปถึงยุคนั้น บอกว่ามันเป็นอัลบั้มที่ "เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง" โดยอิงเล็กๆ ถึง Under Pressure ว่าเป็นแค่อัลบั้มแรกของศิลปินที่ชื่อ Logic สิ่งที่ทำให้ไอเดียพิเศษคือพวกคนในเนื้อเรื่องที่กำลังเล่าเรื่องนี้เองก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งของอัลบั้มเช่นกัน ส่วนที่ขยายและดีกว่าอัลบั้มก่อนคือเรื่องราวส่วนตัวของ Logic จะถูกเล่าไปควบคู่กับเรื่องราวที่ดูเป็นบทละครของการสำรวจอวกาศนั้น เพราะจุดมุ่งหมาย ความหมายในการเดินทางนั้นใช้ความเข้าใจร่วมกัน ภารกิจเดียวกันกับ Logic คือออกค้นหาสิ่งที่เป็นจุดสูงสุด สิ่งที่ดีกว่าสำหรับชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกลับ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ และเต็มไปด้วยอุปสรรคคล้ายกัน สำหรับลูกเรือนั้นนั้นคือหาดาว Paradise (สวรรค์) Logic เองก็กำลังก้าวไปสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่ค้นหาจุดมุ่งหมายของชีวิตตัวเอง เขายังทำเพลงแร็พอยู่ไปเพื่ออะไร ต่อไปจะทำอะไร การผจญภัยนี้ก็จบด้วยรูปแบบเดียวกัน คือได้ค้นพบความหมาย น่าจะเรียกว่าทางออกหรือคำตอบมากกว่า สำหรับสิ่งที่พวกเขาตั้งข้อสงสัยมาตลอดการเดินทาง ซึ่งมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อเริ่มต้นเดินทาง งืม

        เนื้อเรื่องคร่าวๆ ก็ประมาณนั้นครับ ทีนี้มาดูเกี่ยวกับการนำเสนอที่เป็นปัญหาที่ว่านี้บ้าง โปรดัคชั่นที่ยกระดับจากอัลบั้มแรกแบบเห็นได้ชัด ดูแพง (ไม่ชอบคำนี้เลย แต่ก็เหมาะดี) ก็เหมือนที่หนังอวกาศไซไฟจะใช้ทุนสร้างมากกว่าหนังทั่วไปนั่นแหละ ซึ่งในมุมมองของผู้เสพสื่อไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้มันดีกว่ากันหรืออย่างไร Transformers ไม่มีทางดีไปกว่า District 9 นอกจากบทแล้ว ภาพแสงสีเสียงที่กำกับความรู้สึกคนดูก็สำคัญ เช่นเดียวกับอัลบั้มนี้ มองจากปกแล้ว สิ่งที่เราคาดหวังคงไม่ใช่แนวดนตรีที่ออกจะ "พื้นผิว" ที่เป็นความรู้สึกโอลสคูล บูมแบ็บ โลว-ไฟ อาร์แอนด์บี หรือแทร็ปแร็พที่ดีบ้างธรรมดาบ้างปะปนกันอยู่อย่างหลวมๆ (มีแซมพลิงเพลงประกอบเกมส์ Mario ด้วย ให้ตายสิ) และสิ่งที่แก้ไม่ตกจริงๆ คือการแร็พที่จนถึงตรงนี้ผมก็ยังไม่เห็นสิ่งที่จะเป็นสไตล์ของ Logic เอง โฟลวของเขาและการถ่ายทอดอารมณ์เขายังยึดรูปแบบจากศิลปินคนอื่น กับเนื้อหาในบาร์ที่คงความรู้สึกแบบการฟรีสไตล์ตลอดเวลา สิ่งที่เห็นว่าเพิ่มเข้ามาคือ เอ่อ เขาร้องเพลงครับ แบบร้องจริงๆ ซึ่งทำให้ผมหายสงสัยเลยว่าทำไมปกติเขาไม่ร้อง ก็ลองฟังดูละกัน คือถ้าให้ฟังไปแบบไม่คิดอะไร ไรม์ดีบาร์ดี ก็เป็นเพลงแร็พดีๆ จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ใส่อารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหามันยากจริงๆ ลอจิคไม่เคยให้ข้อมูลผ่านการแร็พที่สัมพันธ์กันเป็นโครงเรื่องได้ แค่บอกว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี ชีวิตเขาแค่อยากทำอะไรให้ดี เป็นศิลปินที่ดี ให้แฟนเพลงพอใจ ให้วงการยอมรับ แต่เขาไม่ได้เปิดใจเปิดเรื่องราวจำเพาะเจาะจงในชีวิต (story-telling น่ะครับ ผมเห็นเขาเคยทำในมิกซ์เทปแล้วมันดีมากเลยนะ) หรือลงลึกไปที่แนวคิดที่จับต้องได้กว่านี้ ให้เราได้ลองเดินตามเขาในรองเท้าคู่เดียวกัน จะสังเกตว่าข้อมูลที่เราได้จากเพลงเขา 90% นี่ถึงมาจากการอธิบายย้อนหลังของเขา ทั้งโซเชียลและบทสัมภาษณ์ต่างๆ สุดท้ายก็หวังว่าอัลบั้มต่อไป Logic จะรักษาแรงใจและได้รับแรงสนับสนุนให้เขาอยากทำอะไรที่เจ๋งๆ แบบนี้ต่อไป กังวลนิดๆ เพราะว่าเพลงสุดท้ายหลังจากจบเรื่องแล้วเห็นบอกว่ามันเป็นเพลง กู้ดบายฮิพฮอพ ด้วย ต่อไปจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าก็ไม่รู้

เพลงที่ชอบ : Young Jesus, Innermission, Stainless, Like Woah


Logic : The Incredible True Story (2015)
Visionary Music Group / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 28/07/2017