Review | Tyler, The Creater - Scum Fuck Flower Boy


   เรามาถอยหลังดูภาพใหญ่ก่อนดีกว่า Tyler the Creater ที่เรารู้จักคือใคร ไอ้คนที่แร็พเพี้ยนๆ ทำตัวบ้าบอ? คิดอย่างนั้นก็ไม่ว่าอะไรครับ แต่อยากให้มองอย่างนี้ด้วย ความเพี้ยนแบบในตัวเขามันมีอยู่ในตัวทุกคนนั่นแหละ แต่สภาพแวดล้อมและนิสัยส่วนตัวเขามันเอื้อให้การแสดงออกมันมากกว่าคนทั่วไป ยิ่งเขายังอายุน้อยและเป็นศิลปินก็ยิ่งมีโอกาสที่การกระทำจะมาจากความไม่ยั้งคิด หรือคิดแล้ว (แต่ก็ช่างแม่ง) ประเด็นปัญหาที่เรามักได้ยินจากเขาก็มักจะเป็นเรื่องความขัดแย้งกับเพื่อน กับสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สำคัญกับอัลบั้มนี้มากเลยก็คือ เรื่องเพศ ที่สังคมเคยประนามว่าเขาไว้ว่าเป็นพวกเหยียด แต่มาตอนนี้ไทเลอร์กลับพลิคคดีเปิดเผยว่าตัวเองก็ชอบผู้ชายเหมือนกันนะ...อ้าว คืองี้ ถ้าพิจารณาไว้ก่อนว่าปกติเขาเป็นพวกเล่นไม่รู้เรื่องอยู่ละ มีโอกาสอยู่ว่านี่จะเป็นแค่มุก แต่ถ้ามันจริง คิดตามความจริงจังของน้ำเสียง และเนื้อหาในเพลง และการที่เขาก็เริ่มโตขึ้นมากแล้ว ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย และมันก็จะเป็นสิ่งที่ลงล็อคกับภาพลักษณ์อัลบั้มนี้ ทำให้มันแฟนซีงดงาม และอ่อนระทวยใจเป็นอย่างยิ่งในเวลาเดียวกัน (เรื่องเพศมันเปราะบาง เข้าใจนะ) ณ เวลาเก้าโมงเช้า แดดอบอุ่น งานท่วมหัว ชั่งเป็นเวลาที่เหมาะกับการรีวิวอัลบั้มนี้จริงๆ
Scum Fuck หรือ Flower Boy ?
     ทั้งคู่เลยครับ แต่คนทั่วไปมักมองข้ามความกรูฟและความคิดสร้างสรรค์ที่เขามี เพราะภาพลักษณ์ที่ดูบ้าเกินจะยอมรับ แม้แต่ผมก็ไม่ยอมรับแบบเต็มใจนักเมื่อลองฟังงานเพลงเขาแรกๆ มันบ้าพลัง ไม่ประเทืองปัญญาเท่าไหร่ แต่บันเทิงใจอย่างไม่ต้องสงสัย อัลบั้มก่อนหน้านี้ Cherry Bomb เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้รับด้านที่อ่อนไหวจากเขา แต่ยังเป็นลักษณะกล้าๆ กลัวๆ ไม่เต็มที่ ยังยึดศักดิ์ศรีเป็นแรปเปอร์สายอันตรายอยู่ แต่ไอ้การที่ไม่เข้าใจตัวเองสักทีนี่แหละ ทำให้ Cherry Bomb นั้นมันออกมาพิกลพิการ ทั้งเนื้อหาและซาวด์ดนตรี เป็นข้อสำคัญหนึ่งที่เขาน่าจะคิดได้ในอัลบั้มนี้ ปรับปรุงให้งานเพลงเขามุ่งไปทางใดทางหนึ่ง ด้วยคอนเทนท์เดิม แต่ด้วยงานศิลป์ที่สวยงามขึ้น ตั้งใจมากขึ้น และสร้างหัวข้อที่มีคำตอบพร้อมอยู่ในตัว

     ขณะที่เพลงเกือบทั้งหมดวนเวียนอยู่กับความเครียดและความรู้สึกแปลกแยกของไทเลอร์ ความสัมพันธ์ที่เริ่มจืดจาง ความรักที่ไม่สมหวัง (ไม่แน่ใจละว่าเพศไหน) รวมถึงความรู้สึกของคนที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แบบเต็มตัว เนื้อเพลงที่เปิดใจและมีขอบเขตจำกัดจากไอเดียในส่วนโปรดัคชั่น ถูกใส่เข้าด้วยกัน ความอัดแน่นแต่ไม่ล้นนี้กลายเป็นจุดพีคของเพลงเท่าที่เงื่อนไขจะอำนวย สำหรับศิลปินสมทบอย่าง แฟรงค์ โอเชี่ยน ฟาเรล วิลเลี่ยม แคลี่ ร็อคกี้ เจเดน ลิลเวย์น และคนอื่นๆ คือคนที่อยู่ในบทบาทในไลน์ของอัลบั้มด้วยกัน ช่วยยกพื้นเพของแต่ละเพลงให้มีหัวข้อของตัวเอง ไม่ใช่แค่คนประกอบฉากหรือเป็นแค่เพลงพิเศษที่มีแขกรับเชิญ

     ไทเลอร์แผ่รัศมีของ R&B สายสว่างออกมามากเป็นพิเศษ เสียงสังเคราะห์ต้องอยู่ในโน้ตสูง ไวโอลินต้องดังหึ่งๆ อยู่ข้างหลังตลอดเวลา มันให้อารมณ์ฤดูร้อน ทุ่งดอกไม้ ห่างไกลจากผู้คน เหมือนเวลาวัยรุ่นต้องการพื้นที่ส่วนตัว ปีนขึ้นต้นไม้ ขึ้นหลังคา เหม่อมองฟ้า เพื่อปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่าง เป็นด้านที่ไม่อยากให้คนทั่วไปเห็น ถึงจะมีบางเพลงที่เหมือนคนร้องนั้นอยากจะเผาทุ่งดอกไม้นั้นอยู่บ้าง แบบในเพลง Who Dat Boy กับ I Ain't Got Time ด้วยความทรมาน ฉุนเฉียว หรือสับสนในใจ แต่อย่างไรคนๆ นั้นก็ไม่สามารถหนีความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง (I Can' Even Lie I've been lonely as fuck!) คือ อ่อนไหว อบอุ่น โดดเดี่ยว สองด้านนี้มันหน่วงเหนี่ยวต่อสู้กันอยู่ ในเพลง 911 หรือ See You Again ผมถึงกับได้ยินประโยค โหยหาความรักความเมตตา ดังขึ้นมาในหัวเลยทีเดียว


     การทิ้งท้ายของอัลบั้มนี้ถึงจะคล้ายจบไม่จบแปลกๆ กลวงพิกล แต่มันไม่ได้รู้สึกค้างคาตามไปด้วย เหมือนหน้าร้อนที่ทิ้งช่วงยาวๆ แต่บทจะไปก็ไม่บอกกล่าว แต่อย่างไรไม่มีใครห้ามมันได้ และมันยังให้ความหวังว่าครั้งถัดไปเราอาจจะได้เจออะไรแบบนี้ หรือดีกว่านี้อีก จากเรื่องราวที่ผ่านมานั้น จาก Tyler, The Creater คนนี้ รวมๆ แล้วถือเป็นความก้าวหน้าที่คาดไม่ถึงว่าจะมาจากเขาคนนี้เลย นอกจากจะเป็นอัลบั้มที่คนทั่วไปคิดว่าดีที่สุด เข้าถึงได้มากที่สุด เป็นรูปเป็นร่าง อิ่มเอมเข้มข้นที่สุด ยังเป็นงานที่มีแนวโน้มว่าจะไต่ชาร์ตได้สูงสุดและประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อีกด้วย คงเป็นสัญญาณดีที่ทำให้เขามีกำลังใจเลือกเดินตามทิศทางนี้ต่อไป

เพลงที่ชอบ : Forwords, See Your Again, Who Dat Boy, Garden Shed, Boredom, I Ain't Got Time, 911/Mr. Lonely, Droppin' Seeds, Glitter


Tyler, The Creater : Scum Fuck Flower Boy (2017)
Lebel
By Author 20/08/2017


ว่าด้วยเรื่องชื่อ Lil'


  เมื่อกี้แวะย้อนไปฟังเพลง Everybody Dies ของ J.Cole มาเกิดเอะใจท่อนนึงที่พี่แกแซะว่า "Lil' Whatever" หรือแรปเปอร์ที่ชื่อนำหน้าด้วย "Lil (ลิล)" เข้าใจว่ามันเยอะแยะยั้วเยี้ยไปหมดเลยนะทุกวันนี้ ก็เลยสงสัยว่าคำแซะนี้มันครอบคลุมไปโดนแรปเปอร์กี่คนกัน เลยลองค้นดู
ปรากฏว่ามีประวัติว่ะครับ โคลเองก็เถอะ แกจะรู้รึเปล่าว่าไอ้การใช้ Lil นี่มันเก่าแก่เกือบจะพอๆ กับอายุฮิพฮอพเลยเว้ย ถูกใช้ควบคู่มากับ MC, Young.. อะไรต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปลาย 80' คนแรกน่าจะเป็น Lil' Troy จากฮูสตัน ช่วงนั้นฮิพฮอพจะมั่วสุมกันอยู่ในตรอก NYC ก่อนจะขยายเขตออกไปนิยมกันที่อื่นมากขึ้น
จากนั้นก็มีลิลอื่นตามออกมาเรื่อยๆ (แต่ไม่ถี่เหมือนทุกวันนี้) จนกระทั่งกลางปี 90' ก็มีลิลที่สายฮิพฮอพน่าจะจำได้ดีคือ Lil Kim มาพร้อมกับ Lil Cease เซ็นเข้าค่ายจูเนียร์มาเฟียของ Biggie รวมถึงการปรากฏตัวของ Lil Wayne ซึ่งตอนนั้นยังไม่ดัง ก่อนจะเว้นช่วงยาวมาฮิตอีกครั้ง เมื่อแรปเปอร์สมัยเราเริ่มใช้ตามกันเกลื่อนกล่าน จนกลายเป็นชื่อสิ้นคิดสำหรับบางคนไป
ชื่อ Lil นี้บ้างก็เชื่อว่า บางคนใช้ตั้งชื่อเพราะคล้ายเป็นการถ่อมตัวของแรปเปอร์หน้าใหม่ Lil มาจาก Little แปลว่าเล็กน้อย ด้วยความอายุน้อยและหวังว่าสักวันจะยิ่งใหญ่ เราจึงไม่ค่อยเห็นแรปเปอร์อายุมากกว่า 30 เหลืออยู่เท่าไหร่นัก แต่สักวันคงมี เหมือนกรณี Lil Bow Wow ที่สลัด Lil ออกจากชื่อหลังได้รับเรียกขึ้นเวที BET Awards หรือลิลเวย์นเองก็เคยบอกจะรีไทร์ตั้งแต่อายุน้อย ตอนนี้ 34 แล้วก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้แหละ
นี่คือลิสต์แรปเปอร์ Lil... ที่พอหาได้ครับ
Lil Troy (1988) Houston
Lil Bruce (1989) Bay Area
Lil Louis (1989) Chicago
Lil Mac (1990) New Orleans
Lil Fame of M.O.P. (1992) NYC
Lil 1/2 Dead (1992) Los Angeles
Lil Vicious (1993) NYC
Lil Keke (1993) Houston
Lil Italy (1993) Bay Area
Lil Cease/Lil Kim (1995) NYC
Lil Wayne (1995) New Orleans
Lil Flip (1997) Houston
Lil Jon (1997) Georgia
Lil Wyte (2000) Memphis
Lil Scrappy (2002) Atlanta
Lil B (2004) California
Lil Mama (2004) NYC
Lil Reese (2010) Chicago
Lil Ugly Mane (2010) Virginia
Lil Durk (2010) Chicago
Lil Bibby (2012) Chicago
Lil Dicky (2013) Pennsylvania
Lil Uzi Vert (2014) Pennsylvania
Lil Yatchy (2015) Georgia
Lil Pump (2016) Miami
ข้อมูลจากเว็บ DJBooth และอื่นๆ ที่จริงมีอีกเยอะมาก แต่แบบพวก Lil assfucker คงไม่ต้องเอามาหรอกมั้งครับ 5555
แรปเปอร์ไทยก็น่าจะมีมั้งครับ ผมไม่รู้ 5555 ใครรู้ช่วยเติมหน่อย


Review | JAY-Z - 4:44


      ฮิพฮอพเดินทางมาเนิ่นนานแล้วจากสิ่งที่ทำให้มันมีค่ามาตั้งแต่ต้น ผู้ที่เลือกเดินในเส้นทางนี้ แรปเปอร์หรือใครก็ตามหลายๆ คนสามารถสานต่อเรื่องราว เคารพและใช้ชีวิตอยู่ใต้วัฒนธรรมนี้ให้มันคงอยู่ในโลกด้วยวิธีใดก็ตาม แต่น้อยคนนักจะสามารถมองภาพรวม มองสิ่งที่มันเป็นอยู่ แนวโน้มความเป็นไปได้ที่มันอาจจะรุ่งโรจน์ หรือเสื่อมสลายหายไป อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับความจริง หนึ่งคนที่ว่านี้ คือเจย์-ซี เกินความคาดหมายเหลือเกินที่ว่าจะเป็นเขา ที่โผล่มาเอาตอนนี้ หรือแบบนี้ หลายคนหมดศรัทธาในตัวเขาไปก็นานแล้ว การกลับมาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเน้นย้ำถึงสิ่งที่ทำให้เขาเคยพิเศษ โดดเด่นเป็นตำนาน แต่เขากลับมาด้วยจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ส่วนหนึ่งคือการรีวิวช่วงชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ส่วนหนึ่งคือการเปิดใจว่าเขาคิดยังไงกับช่วงเวลาเหล่านั้น ภูมิใจ เสียใจ อย่างไร และคิดหวังว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

     เจย์ซีเคยมีทั้งช่วงเวลาที่หลอมรวมอยู่กับสังคมฮิพฮอพโดยแท้ ดิ้นรนอยู่บนถนนที่อันตราย จนถึงช่วงเวลาที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุดของโลกบันเทิง ได้ใช้เวลาดีๆ กับการมีครอบครัว กับบียอนเซ่ ชีวิตที่ออกไปทางแฟนตาซีกับคานเย่ เวสต์ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขายอมก้าวขาลงมาขั้นหนึ่งหรือมากกว่า เพื่อมองว่าการก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปนี้ สร้างประโยชน์อะไรตามที่เขาเคยต้องการจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้พิเศษสำหรับฮิพฮอพและตัวเขาเองจริงๆ แน่ละเขาเก่ง เขาเรียล เขาเคยได้ต่อสู้กับชีวิตบนสังคมทุกชนชั้น ย้ำโม้โอ้อวดอย่างนั้นมาตลอด แต่การที่เขาจะพูดถึงความรู้สึกด้านลบ สิ่งที่เขาเคยพลาดพลั้งไป ความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนมาปรับทุกข์เป็นห่วงเป็นใยแบบนี้ ไม่อ่ะ เราไม่เคยได้รับอะไรแบบนี้จาก Jay-Z หรือ Hova หรือ Shawn Carter คนนี้มาก่อน

    เพลงแรก Kill Jay Z เขากระแทกประเด็นหลักนี้ด้วยการปลดปล่อยอารมณ์ของคนสำนึกผิด ตัดพ้อตัวเองในอดีต ประกอบกับดนตรีที่กึ่งลุ้นระทึกและสลดใจ เสียงไซเรนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังวิ่งหนีบางอย่าง ไม่มีบาร์คมๆ ไม่มีโฟลวแพงๆ เป็นเจย์ซีโผล่พรวดออกมาคุยกับเราแบบดื้อๆ ซื่อๆ คล้ายต้องการความช่วยเหลือจากเรา เป็นการเปิดอัลบั้มที่เฉียบกระชับดีมาก และเมื่อมองที่เพลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง น่าสนใจที่เขาสามารถเปลี่ยนประเด็นจากการผ่านเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่งจนจบอัลบั้มได้อย่างราบรื่น ไม่จบในเรื่อง แต่รักษาให้อยู่ในกรอบไอเดียได้ เช่นเดียวลักษณะเพลงในอัลบั้ม ที่เป็นฮิพฮอพจริงๆ ทุกเพลงในนี้ เช่น The Story of O.J. ก็เป็นโอลสคูล Bam ก็เป็นเรกเก้แร็พแบบที่ Nas เคยทำ เพลง Smile ก็เป็นแทร็ปบีทที่ค่อนข้างใหม่ เหล่านี้ถูกวางต่อๆ กันไป แต่มันไม่ทำให้การฟังอัลบั้มนี้หลุดโทนดั้งเดิมแม้แต่น้อย

     ต่อจากเพลงแรกเป็นจุดที่เขาเริ่มเสนอเรื่องของทัศนวิสัยที่มีต่อฮิพฮอพ และประชาคมอุดมการณ์คนผิวสีในอเมริกา จากสถานะของเขาเอง เขาชี้แนะว่าการเสียเวลาเรียกร้องเรื่องความไม่เท่าเทียมแบบที่ฮิพฮอพทำมาตลอดมันเอาความแน่นอนอะไรไม่ได้แล้ว ยิ่งสมัยนี้ก็ไม่ค่อยมีแรปเปอร์ทำกันแล้วด้วย ก็คือถึงคุณทำให้โลกได้เห็นความจริง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในเพลง Moonlight เขาเปรียบเหมือนเราเป็น La La Land ในงานประกาศรางวัลออสการ์ ที่เมื่อพิธีกรประกาศว่าชนะในรางวัลใหญ่ Best Picture ทุกคนดีใจ หลงลืม ทึกทักไปเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างจบแน่แล้ว แล้ว แต่จู่ๆ ปรากฏว่าเป็นการประกาศผิด หนังอีกเรื่อง Moonlight กลับโผล่มาฮุบตำแหน่งนี้ไปเฉย เปรียบได้กับวัฒนธรรมฮิพฮอพที่ดั้นด้นขึ้นมายิ่งใหญ่ พอได้ใจเดี๋ยวๆ ก็เงียบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความขัดแย้งยังอยู่ตรงนั้น บารัค โอบาม่า ขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ระยะหนึ่ง แล้วดูสิตอนนี้เป็นอย่างไร

     เช่นเดียวกับในเพลงที่สองนั้นเขายกเคสของ โอเจ ซิมพ์สัน มาเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานความเชื่อและกระบวนการยุติธรรม ว่ามันสำคัญกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของอเมริกันชนอย่างไร (อ่าน!) ซึ่งประเด็นคือ เมื่อการเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่เหนือกว่าเราหยุดขัดแย้งด้วยไม่ได้ เจย์ชี้ว่าเป็นเพราะคนกลุ่มนั้นมีฐานทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่ถูกวางมาดีกว่า พัฒนามามากกว่า จนไม่ใช่ว่าอยากล้มก็ล้มได้ ไอเดียนี้เจย์ยึดปฏิบัติมาตลอดนับตั้งแต่เขาเริ่มรู้สึกตัวจากความหลงระเริงในอำนาจ และหันมาใช้เงินในการลงทุนสร้างสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อหวังให้ลูกหลาน (เน้นที่คนผิวสี) ยึดเอามรดกนี้เป็น Legacy สานต่อเจตนารมณ์ต่อไป เช่นกัน เขาชักชวนให้ทุกคนปฏิบัติอย่างนั้น ถ้ายังหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอยู่ ง่ายๆ คือถ้าดึงเขาลงมาอยู่ด้วยไม่ได้ก็กระโดดเหยียบหัวมันขึ้นไปเลย แต่ส่วนนี้ค่อนข้างเป็นแนวคิดส่วนบุคคล ถูกหรือผิด เชื่อหรือไม่ ก็ใช้วิจารณญาณประกอบการฟังนิดนึง ครับ

     ข้อชักชวน แรงจูงใจนี้ส่วนหนึ่งที่มันน่าสนใจก็เพราะมันมาจากปากของเจย์ซี มหาเศรษฐีศิลปินพันล้านคนนี้คงไม่เสียเวลาพูดอะไรลอยๆ ขึ้นมาหรอก เมื่อเขาพูด อาจจะด้วยความหวังดีหรือไม่ก็อยู่ที่คนฟัง ธรรมชาติไม่รู้ทำไมคนถึงชอบระแวงคนรวย หรือพวกดังๆ ระดับโลก บางทีถึงกับด่า ทั้งที่บางคนเขายังไม่เคยทำอะไรชัดเจนเลย พวกนี้คนจะมองว่าพวกเขามีอำนาจบางอย่างและน่าจะใช้มันในทางไม่ดี อิลลูมินา...นู่นนี่นั่น เจย์น่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ จึงตัดสินใจสร้างงานชิ้นนี้ให้มันช่วยสร้างภาพลักษณ์ของเขาให้ต่ำลงมา เป็นแค่ชายคนหนึ่ง มีครอบครัว อบอุ่น พูดคุยแบบคนทั่วไป มีหัวใจ จับต้องได้ อย่างในเพลง Family Feud, Marcy Me โดยเฉพาะเพลงหลักของอัลบั้ม 4:44 ที่เจย์เปิดอกระบายทุกอย่างออกมาอย่างเหนื่อยล้าและไร้ซึ่งทิฐิ ที่ตรงนั้นของอัลบั้ม เขาหยุดการแร็พที่มีสไตล์ โปรดัคชั่นที่คุณภาพ (ไม่รู้ทำไมเสียงอัดอย่างหยาบเลยเพลงนี้) เพียงเพื่อจะพูดความในใจออกมา (มีขอโทษเมียด้วย หรือใครไม่รู้แต่ผมไม่ลงรายละเอียดอันนี้มาก เราไม่รู้เรื่องภายใน) แต่อย่าวางใจไป เจย์ไม่ได้ทิ้งแรงทะเยอทะยานและอีโก้ไปเสียทีเดียว เขายังเห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้ ยังเห็นความมั่นใจและสกิลอันแพรวพราวได้ชัดในหลายๆ เพลง คงจะเตือนเด็กรุ่นใหม่ไว้อยู่ว่าเขายังอยู่ระดับไหน

 จนเพลงสุดท้ายนั้นเนื้อหาทุกอย่างในอัลบั้มได้สะท้อนกลั่นกรองกลับเป็นประโยคอันไร้เดียงสาจากปากลูกสาวของเขา มันสั้น แต่ทรงพลังเหลือล้น

Daddy, What's a Will ?

    ความตั้งใจ ความมุ่งหวัง ปณิธาน คืออะไร ไม่ต้องมองลึก จุดประสงค์ของฮิพฮอพนี่คืออะไร ต่อจากนี้จะเป็นดนตรีเหลือแต่ความบันเทิงอย่างเดียวหรือเปล่า เจย์ไม่ได้ย้ำข้อนี้ตรงๆ แต่มันปรากฏภาพชัดอยู่ในบริบทของหลายๆ เพลง ฮิพฮอพจะเคลื่อนไปอย่างเลื่อนลอยไม่ได้แล้ว เขาทำอัลบั้มนี้เพราะมีเป้าหมาย สร้าง Tidal เพราะมีเป้าหมาย (เห็นว่าเพื่อช่วยกลุ่มศิลปินไม่โดนเอาเปรียบ?) เช่นกัน คุณต้องมี will คุณต้อง Caught Their Eyes และยึดอก Smile ที่คุณรอดจากเรื่องเลวร้ายมาได้ ยอมรับมัน และยินดีที่จะทำอย่างอื่นเพื่อแก้ไขมันต่อไป อย่างที่เจย์-ซียอมรับ (ในที่สุด) แต่เขาจะไม่มีวันยอมแพ้

* ลืมพูดถึงคนมา Feature ด้วย ทำได้ดีทุกคนเลย Frank Ocean, Beyonce, Damian Marley รวมถึงแม่เจย์ที่มาร่วมเหมือนกัน

เพลงที่ชอบ : The Story of O.J., Smile, Caught Their Eyes, 4:44, Family Feud, Bam, Marcy Me


Jay-Z : 4:44 (2017)
Roc Nation
By Jitrpanu Palarit 12/08/2017


Review | K-OTIC - Blacklist


   ขอนอกกระแสนิดนึง โอเค้ ได้ข่าว Kamikaze ครบรอบสิบปีแล้ว ยินดีด้วยยย
เราก็คนนึงแหละที่อาศัยอยู่ในวงโคจรของยุคนั้น (รุ่นแรก ย้ำว่ารุ่นแรก) แล้วตอนนั้นยังไม่ได้มีความคิดแยกแยะเกี่ยวกับการฟังเพลงเท่าไหร่ด้วย รู้จักแค่คำว่า "เพราะ" กับ "ไม่เพราะ" แค่นั้น วัยก็กำลังพอเหมาะพอเจาะ พอเจอแนวนี้เข้าไปแล้วมันจะชอบก็ได้ หรือจะเกลียดมันก็ make sense อยู่ ("มันไม่ใช่แนวววว อ่ะครับ กิ๊กก๊อก" - จากชาวร็อคท่านหนึ่ง)
จะชอบไม่ชอบคุณก็ต้องยอมรับแหละว่าพวกเขาเข้ามาเปลี่ยนเกมไปมากแค่ไหน ถึงจะเป็นช่วงสั้นๆ แต่มันยังมีอารมณ์บางอย่างที่ถูกทิ้งเอาไว้เหมือนเป็นอารมณ์ค้างคาที่ยังรู้สึกได้เวลาได้ฟังเพลงใหม่ๆ เป็นวัฒนธรรมย่อยที่ถูกจดจำอยู่ในหน้าหนึึ่งของวงการเพลงไทย อย่างน้อยก็ยึดวิทยุ ทีวีไปช่วงนึงล่ะ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่บางคนตอนนั้นด้วยที่พอมีวิสัยทัศน์คิดทำอะไรแบบนี้เป็นอยู่บ้าง
จำได้ว่าช่วงนั้นก็พยายามติดตามอยู่นะ แต่เราก็รู้จักเปิดเป็นแค่ Youtube Exteen อะไรพวกนี้ พอได้ตามกระแสกับชาวบ้านเขาบ้าง ตอนแรกคิดว่าเป็นค่ายเล็กๆ พยายามแปลกใหม่เอาใจวัยรุ่น ผลงานเน้นซิงเกิ้ลไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่พอไปอ่านกระทู้ที่แฟนๆ เขารำลึกผลงานของทั้งค่ายแล้ว โอ่โห้ เราพลาดอะไรไปเยอะเลย ว่างๆ คงต้องลองย้อนฟังดู
ศิลปินที่พอจำได้ก็มี หวาย โฟร์มด เนโกะจัมป์ พายุ บลาๆ เพลงฮิตได้ยินผ่านหูพอฮึมฮัมตามได้ก็มีเยอะเช่นกัน เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ
แต่ที่พอเข้าตาทั้งงานเพลงและเอกลักษณ์จริงๆ หน่อยก็จะมีสามสาว FFK แล้วก็ นี่เลย บอยแบนด์ในตำนาน K-OTIC ซึ่งทุกวันนี้ถึงจะใช้เวลานึกนิดนึงก็พบว่ายังจำชื่อได้ทุกคนนะ
เลยตั้งใจจะมาพูดถึงอัลบั้มนึงที่คิดว่าน่าจดจำสำหรับเราที่สุด 'Blacklist' งานชุดที่สองหรือสามนี่แหละ ของพวกเขา รู้สึกจะเป็นช่วงที่แพลนต่างๆ ของกามิกาเซ่เริ่มลงตัวในตลาดเพลง ศิลปินที่พยายามดันตั้งแต่เริ่มก็มีจุดยืนของตัวเองในสายตาคนทั่วไปละ
เช่นเดียวกับอัลบั้มนี้ก็เป็นความลงตัวของวงเหมือนกัน สำหรับเราแล้วงานชิ้นนี้มันถูกวางอยู่ระหว่างการเริ่มต้นด้วย J-Pop จี๊ดจ๊าดแสบสันตามคอนเซ็ปเดิมของค่าย กับการเปลี่ยนผ่านของ K-Pop สมัยใหม่ที่ เอ่อ ดูรกหูรกตาน้อยกว่า อันนี้เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ซึ่งก็ช่างมันเถ๊อะ
มันสำคัญที่ผมชอบไอเดียกับโปรดัคชั่นช่วงนั้นจริงๆ บรรกากาศโดยรวมของเพลง ให้อารมณ์วัยรุ่นที่ไม่ถึงกับปัญญาอ่อน อารมณ์ผู้ใหญ่ที่ไม่แก่เกินทำตัวน่ารักได้ แน่นอนว่ามันยังมีโปรดัคชั่นโหลๆ กับเนื้อเพลงสิ้นคิดที่ยังติดมากับอัลบั้มชุดแรกให้เรายี้กันอยู่บ้าง แบบเพลงแรก Blacklist หรือ ร้ายแต่รัก คือความพยายามสร้างธีมวัยรุ่นแหกคอกของค่ายนี้ทำให้ผมกุมหัวหนักมาก
แต่ต่อจากนั้นแล้ว ถึงจะยังวนเวียนอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่การออกแบบรูปแบบเพลงทำให้มันไม่เลี่ยนจนเกินทน (เหมือนส่วนมากของค่ายนี้) ทั้งเพลงเร็วก็พลิกแพลงแปลกใหม่ ทั้งเพลงช้าอาร์แอนด์บีก็นิ่มนวลใจ มันให้ความรู้สึกท้าทายกว่า ดราม่ามากกว่าที่จะโฟกัสอยู่กับเนื้อหาอย่างเดียว
เห็นได้เลยว่าโปรดิวเซอร์น่าจะช่ำชองทางนี้อยู่พอสมควร การเล่นสนุกเครื่องสายกับโน๊ตสูงทำนองป๊อปในเพลงที่เขาทำ ทำให้เราปล่อยอารมณ์ตามจังหวะได้เพลิดเพลินมาก อาจจะมีบางส่วนที่มักง่ายหรือเล่นใหญ่เกินไปบ้าง แต่ความเรียบง่าย สั้นกระชับของดีไซน์อัลบั้มนั้นยังในเกณฑ์ที่โอเค ไม่หลุดโลกเละเทะเหมือนอัลบั้มอื่น สามารถเหมารวมความรู้สึกสดใส อ่อนไหว อวดดี เป็นสเน่ห์ของการเป็นวัยรุ่นสมัยนั้นเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด

เพลงที่ชอบ : แค่เธอสงสัย, แฟนใหม่, ไร้เดียงสา


K-OTIC : Blacklist (2012)
Kamikaze
By Jitrpanu Palarit 09/08/2017


Whitney - Golden Days | แปลความหมาย


Oh, don’t you save me from hangin’ on
I tell myself what we had is gone
And after all that I put you through
I get knocked out like I never knew

เธอช่วยฉุดยื้อฉันจากคืนวันเก่าๆ จะได้ไหม
ฉันบอกตัวเอง สิ่งที่เรามีนั้นจากไปแล้ว
และเหนืออื่นใดที่ฉันเคยกระทำกับเธอ
ฉันถูกไล่ออกมาแบบที่ฉันไม่เคยได้รู้

It kept me real 'til I'm moving on
But you can’t leave feeling like you did no wrong
It's a shame I can't get it together now
It's a shame we can't get it together now
'Cause I'm aching but

มันฝังใจฉันจริง กว่าจะก้าวต่อไปได้
แต่เธอคงไม่ทิ้งความรู้สึกของเราราวกับมันไม่เคยเกิด?
ช่างน่าละอายที่ฉันไม่สามรถลุกขึ้นมาได้ในตอนนี้
ช่างน่าละอายที่เราไม่อาจเดินไปด้วยกันอีกได้
เพราะฉันกำลังเจ็บปวด แต่

I fell right in when you gave me up
Those golden days snuck away from us
Lately, I've been close but I'm up to trouble
Those golden days keep you hanging on

ฉันรู้สึกได้ทันทีที่เธอหมดใจจากฉัน
เหล่าคืนอันวันแสนหวานลอยหลุดไปจากเรา
แต่มาพักนี้ ฉันปิดตัวเองแต่ก็ยังมีปัญหา
เหล่าคืนวันอันแสนหวาน ที่ยังมีภาพเธอไม่เลือนหาย

It kept me real 'til I'm movin' on
But you can't leave feeling like you did no wrong
It's a shame I can't get it together now
It's a shame we can't get it together now
'Cause I'm searching for those golden days

มันฝังใจฉันจริง กว่าจะก้าวต่อไปได้
แต่เธอคงไม่ทิ้งความรู้สึกราวกับมันไม่ถูกต้อง
ช่างน่าละอายที่ฉันไม่สามรถลุกขึ้นมาได้ในตอนนี้
ช่างน่าละอายที่เราไม่อาจเดินไปด้วยกันอีกได้
เพราะฉันกำลังตามหาคืนวันแสนหวานเหมือนที่เคยมี

'Cause I'm searching for those golden days

เพราะฉันกำลังตามหาคืนวันแสนหวานเหมือนที่เคยมี

Review | Kanye West - The College Dropout


       มันทั้งตลกและน่าสนใจดีที่คานเย่เลือกเสนอไอเดียของอัลบั้มก่อน (คุณค่าของความฝัน, ครอบครัว, การศึกษา, วัตถุ-ทุนนิยม และวงการดนตรีฮิพฮอพ ในอเมริกา) ภาพใหญ่วางไว้เป็นวงกว้าง แต่ดำเนินไปอย่างระมัดระวัง แล้วเขาจึงยอมเผยสิ่งที่เป็นชีวิตส่วนตัวเข้ามา ทำให้เราที่กำลังเพลิดเพลินกับเปลือกนอกของอัลบั้มนั้นค่อยๆ เห็นว่าทุกอย่างกำลังคลี่คลายออกมา ให้เราได้รู้สึกสนิทสัมพันธ์กับตัวศิลปินแบบบุคคลมากขึ้น เป็นการแนะนำและเปิดตัวไอ้หน้าใหม่ในวงการที่สมูธแนบเนียนยอดเยี่ยมที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนั้นแล้วเป็นเพราะชีวิตส่วนตัวของเขาที่ว่าก็คือสิ่งที่เป็นพื้นเพความคิดเดิมในอัลบั้ม เป็นที่มาที่ไปของหัวข้อแต่ละเพลง ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนของตัวผู้เล่าเอง แบบ Kanye West คนนี้คือชายผู้โลดแล่นขึ้นมาจากเส้นทางอันเป็นเรื่องราวที่ไม่ง่ายเลยที่จะเปิดใจเล่า แต่เขากลับทำให้มันไม่ยากเลยด้วยการนำเสนอมันผ่านไอเดียที่เข้าถึงง่าย แนวดนตรีที่ง่าย มี Skit ย่อยช่วยเล่าเรื่อง เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังทั้งสาระและความบันเทิง สำหรับใครที่ไม่สนใจหรือจะไม่เสียดายอารมณ์ศิลป์ที่เขาจัดแจงไว้อย่างยิ่งใหญ่นี้เลยแล้วละก็ ไปฟังเพลงสุดท้าย 'Last Call' ที่เย่จัดแจงทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วก็ได้ เป็นการบรรยายภาพรวมหลังจบทุกอย่างของอัลบั้มและตัวแทนมิติความคิดต่างๆ ที่เขาพยายามทำในฐานะศิลปินมาโดยตลอด


       เสมือนได้ย้อนวันวาน ไปถึงวันที่เราเคยเป็นนักล่าฝัน สำหรับอัลบั้มนี้คงอยู่ในวัยเรียน ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาต่างๆ ทั้งสองฝั่ง ทั้งด้านที่ดี ทั้งด้านต่อต้านที่ชี้ถึงความไม่แน่นอนของผลลัพธ์เมื่อจบการศึกษาไป ขณะเดียวกันอีกฝั่งก็ยังมั่นใจและยึดถือแนวทางเดิมที่มั่นคงมากกว่าของสถาบันและการร่ำเรียน (โตไปจะทำอะไรกิน!) เราคงเคยถูกชักจูงจากคำคมชวนเชื่อต่างๆ ว่าเรียนไม่จบก็ประสบความสำเร็จได้อะไรพวกนั้น ไอเดียของคานเย่ในอัลบั้มนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็พูดออกมาละ ในฐานะที่เขาก็ดรอปออกมาล่าฝันเหมือนกัน แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องเจอหลังการตัดสินใจเช่นนั้นไม่มีอะไรง่าย เมื่อมีความเชื่อแล้วก็ต้องดันทุรังไปให้สุด ก็คงรู้กันแหละว่าพูดถึงเรื่องความมั่นใจคงไม่มีอะไรเกินคานเย่แล้ว ไม่ใช่แค่เขาเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง แต่เขาเชื่อในเหตุในผลของตัวเองแบบหมดใจ เขาเริ่มต้นด้วยความไม่แยแสกระแสสังคมที่ตั้งใจสร้างกรอบและควบคุมคนให้อยู่ในคอกของกลไกเศรษฐกิจ ทั้งระหว่างเรียนและที่เรียนจบไปแล้ว ไม่เชื่อว่าการร่ำเรียนสูงมีสถานะสูงในสังคมจะเป็นอะไรที่ยั่งยืนในแง่ของความภูมิใจไปจนตาย แต่ไม่ใช่เกี่ยวความพอเพียงอะไรแบบนั้นนะ เขาตั้งใจจะอยู่สูงเหมือนกัน แต่เป็นระดับสูงบนพื้นที่ต่างออกไป สามารถร่ำรวยและมีชื่อเสียงเหมือนกัน แต่มีอิสระมากกว่า เป็นตัวของตัวเองมากกว่า ทั้งหมดนี้จะต้องเกิดขึ้นด้วยผลงานและความสามารถเชิงศิลป์ของเขาเอง

  คานเย่มีแรงบันดาลใจแรกที่สำคัญอย่างหนึ่งจากเพลง Through the Wire ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเดินทางสายแรปเปอร์ จากอดีตที่เป็นเพียงโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินใหญ่ๆ และถูกกดไว้แค่นั้นตลอด เขาประสบอุบัติเหตุรถชนที่ทำให้กรามแตกและถูกลวดรอบปากไว้ระหว่างเข้าการรักษา สถานการณ์อย่างนั้นมันควรจะบั่นทอนสภาพจิตใจของศิลปิน(ที่ยังไม่ดัง)เอามากๆ แต่คานเย่ไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น เขายังอัดเพลงต่อทั้งสภาพอย่างนั้น ออกมาเป็นเพลงที่กล่าวไว้ข้างต้น มีความหมายทุกอย่างตามเนื้อเพลงนั้นเลย เวอร์ชั่นแรกเลยฟังดูอู้อี้แปลกๆ ซึ่งไม่ได้เอามาใช้ในอัลบั้มจริง เป็นการพิสูจน์อย่างดีว่าคงไม่มีอะไรจะหุบปากของเขาได้อีกแล้ว หลังจากต่อสู้อยู่นานในที่สุดทางค่ายเพลงก็ยินยอม เจย์ซีและศิลปินอื่นๆ ที่เคยร่วมงานก็เห็นใจและเห็นความสามารถ ช่วยเขาให้ได้ทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอันครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจผมมาก หลังจากผ่านเรื่องแย่ๆ แบบนั้น ผลงานของคานเย่ในช่วงแรกๆ นั้น กลับไม่ได้ออกมาภาพลักษณ์ในแรปเปอร์อารมณ์ร้าย หรือแบบแก๊งสเตอร์แร็พที่กำลังครองตลาดฮิพฮอพอยู่ในสมัยนั้น ทุกเพลงของเขาก็พูดถึงเรื่องแย่ๆ อยู่หรอก แต่เขานำเสนอมันด้วยบรรยากาศที่สดใสร่าเริง เปี่ยมไปด้วยหวัง ฟ้าหลังฝน และท้าทายสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา เป็นอารมณ์กึ่งขบขันและขมขื่น อาจจะยกเว้น Jesus Walks ที่จัดเต็มและเดือดกว่าเพลงอื่นๆ คงเพราะต้องการเน้นความจริงจังของเขาถึงประเด็นศาสนาที่ปกติแล้ววงการเพลงหรือช่องทางวิทยุพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด ซึ่งแบบนั้นก็ไปเข้าทางการจำกัดความของการตัดรอนความคิดสร้างสรรค์ศิลปินที่คานเย่ไม่ปลื้มเอาเสียเลย

      อย่างหนึ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้คงต้องยกเครดิทให้สไตล์การโปรดิวซ์ของพี่แก การแซมพลิงเพลงเก่าๆ ในวงการฮิพฮอพนั้นมีมายาวนานเป็นเรื่องปกติ แต่การเข้ามาของคานเย่ในยกระดับการทำเพลงแบบนี้ไปอีกขั้น โดยอัลบั้มแรกนี้เย่เน้นไปทางบีททำนองกลองที่อัดจิตวิญญาณของแนวดนตรีโซลเข้าไปทั้งการร้องและแร็พ ด้วยการปรับ Pitch เสียงประกอบขึ้นให้เข้ากับจังหวะหลัก บางเพลงมีการใช้เสียงขับร้องประสานเสียงแบบเพลงโบสถ์คลออยู่แบ็คกราวด์ ทั้งหมดนั้นเย่ไม่ได้ลดทอนแบบแผนอันดีงามที่ติดมากับต้นฉบับมาก รูปแบบนี้จึงได้ต้อนรับความรู้สึกใหม่ๆ จากทัศนวิสัยของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากความงดงามและเจ็บปวดจากสิ่งต่างๆ ที่คนสมัยก่อนสร้างไว้ คอยผลักให้ไปต่อ การแร็พของเย่ยังเป็นอะไรที่สนุกและขี้เล่น มีฮุค มีพันช์ไลน์ที่ติดหูและเรียกได้ว่าฉลาดในหลายๆ ด้าน เช่นกันกับแรปเปอร์และนักร้องอาร์แอนด์บีรับเชิญหลายๆ คนที่มาช่วยร้องช่วยลงความเห็น สร้างสีสันทำให้คอนเซ็ปของเพลงแต่ละเพลงน่าสนใจขึ้นไปอีก และดูเหมือนคานเย่จะยึดเอาแนวทางการทำเพลงแบบนี้เป็นสไตล์ลายเซ็นของตัวเองไปอีกนาน

เพลงที่ชอบ : We Don't Care, Graduation Day, All Falls Down, I'll Fly Away, Spaceship, Jesus Walks, Never Let Me Down, Get' Em High, Slow Jamz, School Spirit, Lil Jimmy, Two Words, Family Business, Last Call


Kanye West : The College Dropout (2004)
Roc-A-Fella / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 03/08/2017