Review | Vince Staples - Big Fish Theory


         Vince Staples แรปเปอร์จาก นอร์ธลองบีช แคลิฟอร์เนีย พรีเซนเตอร์ของสไปรท์ (5555555) ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่สอง หลังจาก Summertime '06 และอีพีสองชิ้น ทุกงานเป็นฐานสำคัญให้วินซ์มีทางเลือกยืนและโลดแล่นอยู่ในกระแสเมนสตรีมแร็พ/ฮิพฮอพ ได้สบายๆ ผมได้ประจักษ์ฝีมือมาแล้วตั้งแต่มิกซ์เทปสี่ชุดแรก พรสววรค์ของวินซ์เป็นอะไรที่เห็นชัดโดยไม่ต้องพยายามเพ่งเล็ง ไอ้หมอนี่มีบางอย่าง จริงๆก็หลายอย่างที่ผมต้องการเห็นจากแรปเปอร์ในยุคนี้ แต่หาได้ยากเหลือเกิน วินซ์เติบโตมาจากนอร์ธลองบีช แต่ก่อนหน้านั้นย้ายหนีจากคอมป์ตันตั้งแต่เด็กด้วยอัตราเสี่ยงต่ออาชญากรรมยังพุ่งสูง แต่ถึงอย่างนั้นหลายๆ ถิ่น ในลอสแองเจอลิสเองยังเต็มไปด้วยสังคมอันธพาลอยู่หลายจุดในรูปแบบหนักเบาต่างกันออกไป อิทธิพลของวินซ์โดยรอบจึงหนีไม่พ้น ถูกอัดกรอบไว้ย่างนั้น ดนตรี West Coast ก็เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่สร้างความเป็นวินซ์ขึ้นมานี้ เป็นส่วนสำคัญ เพราะเราจะไม่ได้รับแค่ ฮิพฮอพฮาร์ดคอ จีฟังก์ แก๊งสตาร์โฟลว จากการฟังเพลงของเขา ตอนที่วินซ์เริ่มวัยรุ่นและวัยเรียนนั้นน่าจะผ่านต้นสหัสวรรษใหม่ได้แล้ว ความหลากหลายที่ผมเห็นในโปรดัคชั่นทำให้แน่ใจว่าเขาน่าจะเคยผ่านหรือสัมผัสกับโลกเทคโนอินเตอร์เน็ตมาไม่น้อย แบบที่วัยรุ่นทั่วไปทั่วโลกได้เจอกันปกติ (อาจจะพอๆ กับ Logic)

         ขณะที่เขายังแร็พ รักษาแบบแผนบูมแบบ ยังอาศัยบีทเวสต์โคสฟังก์ตลอด โดยเฉพาะงานเก่าๆ โดยใช้โปรดัคชั่นห้องอัดสมัยใหม่ปรับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป (สไตล์ Dr. Dre หลังมี Aftermath)  จนอัลบั้มนี้เขาเริ่มตอกหน้าพวกรุ่นเก่าโดยตรง ด้วยการประกอบดนตรีอิเล็กโทรเฮาส์ เทคโนคลับซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากป๊อบแดนซ์ดาษๆ หรือพวกเวสต์โคสแท้ๆ มายัดซาวด์อิเล็กโทรนิคส์ สู่ความเป็นอนาคต (ในจินตนาการของคนสมัยนั้น) มากกว่า เขาดึงเอา SOPHIE กับ FLUME ศิลปินอิเล็กโทรนิคส์อินดี้ที่ผมค่อนข้างชอบมาร่วมปล่อยของตามคอนเซ็ปนี้ด้วย ดนตรีหลังจาก Yeah Right เป็นต้นไป คุณจะสัมผัสได้ความโกลาหล แอ็บสแตรคขึ้นไปเรื่อยๆ ช่วงนึงจะรู้สึกเหมือนกำลังฟัง Yeezus ของ Kanye West (คงเป็นแรงบันดาลใจส่วนนึงด้วยมั้ง) ที่วินซ์ให้ความรู้สึกแบบคนเหนือโลก เหนือแร็พ เหนือแนวเพลง เหนือพวกคุณขึ้นไป จนถึงจุดที่เป็น Death Grips คือหลุดโลกไปแล้ว ซึ่งถึงส่วนนี้เขายังคงคอนเซ็ปอยู่ยังได้ยังไงไม่รู้ เขายังเดินตามธีมพวกสับสนในชีวิต วิจารย์วัฒนธรรม โลกของเค้า คือดิ้นแค่ไหนก็ยังรักษาโครงเรื่องหลักไว้ได้ แค่เรื่องดนตรียังแสบสันขนาดนี้แล้ว ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับโฟลวของเขาอยู่แล้ว แต่เนื้อหาในโฟลวพวกนี้จริงๆ มันไปไกลกว่านั้น

         ที่ยกประเด็นตามสองย่อหน้าแรกนี้ขึ้นมาเพราะจริงๆ บริบทหลักของอัลบั้มนี้ตามที่เข้าใจจะเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง (แบบช่วยไม่ได้) ของวัฒนธรรมฮิพฮอพ โดยเฉพาะอิทธิพลจากอุตสาหกรรมเพลงแร็พและท้องถิ่นของเขา เรื่องของทฤษฎีปลาใหญ่ตามชื่ออัลบั้ม หลายคนอาจงง เพลงแรก Craps In a Bucket อธิบายไว้เคลียร์พอโดยไม่จำเป็นต้องฟังจบ เปรียบกับปูในถัง ตามตลาดที่คุณเห็นมันพยายามเหยียบหัวปีนป่ายกันขึ้นไป มีบางตัวพ่ายแพ้จมตีนอยู่ข้างล่าง ส่วนตัวที่อยู่จุดสูงสุดนั้นก็อยู่ไป เพราะประเด็นคือ ไม่มีใครได้ออกจากถังนั้นอยู่แล้ว ส่วนที่ใช้ปลาเปรียบเทียบในเพลง Big Fish ก็อาจจะคล้ายกัน ปลาในโหล ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ต่อสู้เอาตัวรอดในมหาสมุทร ถึงอย่างไรก็อยู่ใต้น้ำ ไม่อาจรับรู้สัมผัสกับโลกเบื้องบนภายนอกได้โดยตรง (ถ้าเข้าใจผิดก็ขออภัย) ในเพลงอาจจะพูดถึงแค่ตัวเขาที่โตขึ้นมาเป็นปลาใหญ่แล้ว แต่เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมฮิพฮอพที่เขาเติบโตขึ้นมาด้วย

         วินซ์เข้าโหมดหาความหมายที่แท้จริงของฮิพฮอพ ของดนตรี จนเกือบถึงเรื่องของชีวิตด้วย ตั้งแต่แทร็ค Alyssa Interlude  ที่อิงบทพูดของเอมี่ ไวท์เฮาส์ เกี่ยวกับความรัก (เป็นแรงบันดาลใจให้ทำอีพี Prima Donna) อาจจะหลุดฟีลไปบ้าง แต่เราก็ตีความได้ว่า เขาเริ่มความเคว้งนี้จากการพยายามเข้าใจความรักก่อนอย่างอื่น เข้าสู่เพลง 745 เทคโนฟังก์กลับมาอีกครั้ง เบื้องหลังเป็นฮาร์ดแทร็ปจางๆ ตรงนี้อารมณ์วินซ์ขับเคลื่อนไปอย่างมืดมิดแต่ก็กระวนกระวายเพื่อความต้องการบางอย่าง ภาพตัดไปที่ Ramona Park in Yankee Stadium เป็นเสียงบรรยากาศทั่วไปในชุมชน Ramona Park ที่เราเคยเจอในอัลบั้มก่อนๆ แล้ว ใช้ประกอบเพื่อให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่นั้นด้วย ถึงเพลง Yeah Right (ใช่ซี้) ที่ผมเชื่อว่าคือจุดไคล์แม็กซ์ของอัลบั้ม ความ 'ช่างแม่ง' ที่แท้จริงของวินซ์เริ่มจากตรงนี้ Kendrick Lamar เด็กจากคอมป์ตันยุคเก่า และอัจฉริยะ Thug-Life อีกคนที่หลุดพ้นจากวงวนนั้นมาร่วมมือกับวินซ์สร้างเพลงนี้ขึ้น โคตรสุดยอด ซึ่งหลังจากนี้ปลาใหญ่ที่เคยพูดถึงไว้ของเราตอนนี้เริ่มเข้าใจความเป็นไป อับจนหนทาง สิ้นหวัง และ 'เหมือนจะ' ปลงในที่สุด ส่วนไอ้เพลง Rain Come Down นี้ ยังไม่เห็นใครเข้าใจตรงกันสักคนเลย สำหรับผมมันคือฝนที่ตกลงมาช่วยปลาในที่สุดอะไรประมาณนั้นนะ หรือใครคิดยังไงก็ขอฟังหน่อย

" ถ้าช่างภาพถ่ายรูปเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณก็จะว่าเขาบ้าใช่ป่ะ? ถ้าสถาปนิกออกแบบบ้านแบบเดิม ดีไซน์เนอร์ออกแบบเสื้อเดิมๆ นักวาดภาพวาดภาพเดิมๆ เราก็จะดิสเครดิตเขาไง "
วินซ์อธิบาย
" งั้นทำไมเราถึงยังคาดหวังให้นักดนตรี โดยเฉพาะแรปเปอร์ ทำอะไรเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอีกล่ะ? เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มองเพลงแร็พเป็นเหมือนงานศิลป์ไง พวกเขา(แรปเปอร์)แค่ชอบพูดนั่นพูดนี่ แต่ไม่เคยยึดถืออะไรกับมาตรฐานพวกนั้นหรอก "

         ที่ผมสนใจคือความคิดเห็นสิ่งต่างๆ ของวินซ์เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำหรับพวกหัวก้าวหน้า วินซ์ไม่ได้สนใจธีมศาสนาหรือแก๊งสตาร์อะไรมากไปกว่าความเชื่อทั่วไปหรือการพยายามเข้าใจสิ่งที่เป็นไปปกติในชีวิต อาจจะเพราะยังอายุน้อยหรือไงไม่ทราบ แต่มันไม่เหมือนที่แบบเคนดริค ลามาร์พยายามยึดมั่นในอุดมการณ์คริสต์อยู่ครึ่งชีวิตกว่าจะหลุดออกมาวิจารณ์อะไรต่างๆ ได้ ที่เห็นในเพลง SAMO พูดง่ายๆ คือวินซ์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เขาเห็นปัญหา เขาลำบากมาไม่น้อยกว่าใคร เขาทิ้งข้อความเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นชัดๆ อยู่ ให้คนรู้สึกโง่เล่นๆ เขาเพลย์เซฟในฐานะศิลปิน ไม่หวังดราม่าอื่นตามมา เป็นการนำเสนอหัวข้อ ตั้งข้อสงสัยมากกว่าการแซะไปทั่วแบบที่แรปเปอร์ส่วนมากทำแล้วทำอีกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ในตอนนี้วินซ์อาจจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นค้นหาตัวเอง หรืออาจจะแค่เบื่อ ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้แล้ว คือชอบอันนี้มากกว่า Summertime '06 อัลบั้มเดบิวท์อยู่พอสมควร ผมว่าอนาคตยังมีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นเขากลับมาพร้อมสิ่งที่ใหญ่กว่าปลาทองตัวนี้อีก
     

เพลงที่ชอบ : Yeah Right, Love Can Be..., Big Fish, 745, Alyssa Interlude, Party People, Bagbak


Vince Staples : Big Fish Theory (2017)
ARTium / Blacksmith / Def Jam
By Jitrpanu 17/09/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »