Review | Lorde - Melodrama


    Lorde (Ella Marija Lani Yelich O'Conner) นักร้อง นักแต่งเพลงนิวซีแลนด์ โด่งดังกันจากเพลง Royals ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้แต่ยึดชาร์ตได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเพลงที่ได้คุณภาพ แตกต่าง และยังเป็นที่นิยมมากนั้นหาได้ยากในบิลบอร์ดหมายเลขหนึ่งปกติ และอัลบั้มที่ตามหลังมา Pure Heroine ยังคงรูปแบบดนตรีตามที่ซิงเกิ้ลนำเริ่มไว้ ไม่ผิดหวัง แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษมากสำหรับประทับใจแรก อย่างน้อยก็ไม่นึกว่ามันจะนำมาสู่ชิ้นงานต่อเป็นอัลบั้มนี้ได้หรอก Lorde ซึ่งปกติภาพลักษณ์ เนื้อเพลง แนวดนตรีก็เกินอายุไปอยู่แล้ว แต่ถ้าลองเทียบพัฒนาการตอนนี้กับชิ้นงานแรกแล้ว ทำให้เรารู้ว่าเธอยังสามารถมีความคิดที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้กว่านี้อีกมากกก พื้นเพเดิมดูเหมือนไม่มีอะไรที่ Lorde จะทำได้ดีกว่าเพลงป๊อปอีกแล้ว อิเล็คโทรป๊อป ดรีมป๊อป ซึ่งกลายเป็นว่าผมคิดผิด อัลบั้มนี้เธอเล่นกับไอเดียของรูปแบบเพลงสั้นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความดราม่าบัลลาดที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแบบเต็มเพลง และในลักษณะการร้องในเพลงอื่นหลายๆ เพลง ทุกอย่างที่ทำให้มันสามารถสะท้อนอารมณ์ส่วนตัวให้มากที่สุด ที่น่าสนใจที่สุดคือการทดลองเรื่องการเล่นเสียง กำกับโทนควบคู่ไปกับคอนเซ็ปอัลบั้ม มีหลายช่วงที่เธอทำให้ผมทึ่งกับความสร้างสรรค์ มันออกมาได้ผล เฉยเลยเว๊ย แต่ก็จะมีบางช่วงเท่านั้นที่รู้สึกได้ว่าเธอพยายามฝืนขีดตัวเองจำกัดไปมากอยู่

All the glamour and the trauma and the fuckin' Melodrama

    Melodrama คำอธิบายจากมิตรสหาย Pantip ท่านหนึ่ง (ผิดก็ขออภัยครับ) คือรูปแบบศิลปะที่เกี่ยวกับละครประกอบเพลง พัฒนาจากแนวคิดที่ออกไปทางโรแมนซ์ ตัวละครแต่ละตัวจะแสดงออกมิติเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจในทันที แทนที่จะเน้นความมีเหตุผลไดอาล็อคหรือบทบาทที่จริงจัง เมโลดรามาจะพยายามให้คนดูพุ่งไปที่อารมณ์ที่ออกไปทางฟุ้งซ่านของตัวละคร สมมติถ้าเป็นบทแม่นางผู้อ่อนไหวกับความรักก็จะแอคติ้งอ้อนแอ้นระทวยใจกับตัวเองทั้งเรื่อง แล้วก็จะประกอบด้วยเพลงละครโศกาออเคสตร้าโอ่อาอลังการ เพราะการที่มันคาบเกี่ยวระหว่างละครเวทีสมัยเก่ากับความบันเทิงสมัยใหม่ บางครั้งเลยถูกมองว่าน้ำเน่า เสียเวลาดู หมกมุ่นกับความรักใคร่เล่นใหญ่จนเกินจำเป็น บางอย่างก็เป็นงั้นจริงแหละ แต่แบบที่เขาทำดีๆ ตั้งใจทำให้มันเป็นงานศิลป์จริงจังมันก็มีล่ะน่า อย่างอัลบั้มนี้เป็นต้น แค่ปกก็ Blue Period ซะขนาดนั้นแล้ว

    เรื่องราวต่อไปนี้เป็นคือสิ่งที่เรียกว่า Dramatics แต่มันไม่ได้มาจากความซับซ้อนของเรื่องราวอะไร ความสับสนอลหม่านของอารมณ์ตัวละครนั้นเองเป็นตัวเล่าเรื่อง ทำให้มันไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการเข้าถึงมาก อัลบั้มถูกปั้นด้วยทำนองล้อมกรอบจากเหตุการณ์ๆ หนึ่งที่เด็กสาวคนหนึ่งผิดหวังจากความรัก เธอเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานเลี้ยงหนึ่ง เธอได้ปลดปล่อย และหลังจากเมามายต่อสู้กับความรู้สึกด้านลบ อารมณ์อันละเอียดอ่อนที่เธอพยายามกลบไว้ตีกลับขึ้นมาโถมใส่เธอ ความทรงจำความคิดที่เธอพยายามหลีกเลี่ยง สิ่งที่เธอไม่เข้าใจ มันเหมือนฟังผู้หญิงคนหนึ่งขุดเรื่องเก่ามาโพสต์ลงเฟสบุ๊คร้อยๆ โพสต์ได้ แต่ Lorde ทำให้มันน่าฟังด้วยการทำให้มันดูเป็นเรื่องราว เป็นกวีที่จับต้องได้ มีบางช่วงที่เธอเหมือนเป็นสาวน้อยอ่อนแอถูกรังแก และบางช่วงที่เธอกลายเป็นแฟนเก่าสาวผู้บ้าคลั่ง

    ความรู้สึกวุ่นวาย และสันโดษที่ Lorde เล่าทำให้เรื่องเล่าเหตุการณ์จากงานปาร์ตี้งานหนึ่งกลายเป็นเหมือนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ อาจจะไม่นับ Green Light เพลงแรกที่ผมไม่ปลื้มเท่าไหร่นัก เข้าใจอยู่ว่ามันเป็นการเปิดคอนเซ็ปอัลบั้ม ที่ต้องการให้เรื่องมันเกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์ไนท์คลับที่สนุกสนานนั้นโดยตรง แต่โปรดัคชั่นอันนี้ไม่ได้ดึงอารมณ์ให้เราคาดหวังอะไรที่จะตามมาจากอัลบั้มโดยรวม เริ่มดี แต่ Build up และฮุคดันทำแบบเพลงเฮาส์หยาบๆ ไหนจะการบิดเสียงแปลกๆ ที่ไม่ค่อยเข้ากับอารมณ์ดนตรีข้างหลังเลย ตอนปล่อยเพลงแรกนี้เป็นซิงเกิ้ลนำมันเลยทำผมใจหวิวไปไม่น้อย หลังจากสเต็ปแรกของคนอกหักแล้ว Sober คือเพลงที่ผมรู้สึกว่ามันคือเพลงเปิดอัลบั้มที่แท้จริง ศัพท์นี้อาจจะใช้ส่วนมากกับคนสร่างเมา แต่อันนี้คือความรู้สึกที่เราได้อยู่ร่วมกับอีกคนเหมือนเป็นภาพมายา และหลังจากได้หนีจากคนๆ นั้นกลับมีรู้สึกผสมปนเป ทั้งดีใจ เสียดาย จะด่าเขาก็เหมือนรังแกตัวเอง ได้แต่ร้องไห้ทั้งน้ำตา วัยรุ๊นวัยรุ่น (เวอร์ไปป่ะวะ ไม่นะ?)


ตัวอย่าง การเล่นอารมณ์เกินจริงนี้ แม้จะเป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับความรักที่รุนแรง ทำไมมันฟังดูเลวร้ายจัง?
เพราะรูปแบบนี้เรามักจะได้ฟังจากเพลงท้องถิ่นเก่าแก่ที่มักจะเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมปรัมปรามากกว่า
ให้ลองนึกถึงโรเมโอ จูเลียต

     จะมีเพลง Sober II และ Perfect Places ที่ผมรู้สึกเหมือนมันเป็นอารมณ์ค้างจากอัลบั้มก่อนมากกว่า พยายามมีส่วนร่วมกลับตัวอัลบั้มทั้งรูปแบบเพลงและเนื้อหา มีดนตรีประกอบที่พอไปได้ กระตุ้นความคิดบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลวไม่มีผลลัพธ์อะไรให้เห็นเลย จะมีเพลงช้าอื่นๆ อย่าง Liability (ไม่ Reprise), Writer in The Dark, The Lovre ที่จับความสนใจเราได้อยู่หมัดมากกว่า จะชอบเพลง writer เป็นพิเศษหน่อยที่ Lorde เธอเล่นเสียงเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงประกอบเปียโนบัลลาด กระชากใจ เหมือนเรากำลังประจักษ์กับเหตุการณ์สะเทือนใจกับตัวเองแล้วคุมอารมณ์ไม่อยู่ หรือจะเพลงสนุกๆ อย่าง Homemade Dynamite และ Supercut ก็ทำได้ดีในการใช้ลูกเล่นการขับร้องแบบแผนเพลงป๊อปสมัยเก่าด้วยทำนองดนตรีที่โมเดิร์นกว่า (บางช่วงแอบคล้าย Charlie XCX) ได้มิติที่หลากหลาย มันไปกระตุ้นความทรงจำเก่าๆ ไม่ว่าตั้งหรือไม่ก็ตา ที่ดูซับซ้อนที่สุดคงจะเป็น Hard Feeling/Love Less ที่อธิบายเป็นแนวเพลงชัดเจนไม่ได้ เหมือนเครื่องดนตรีกำลังต่อสู้กันเอง มันสนุก น่าติดตามต่อไปเรื่อยๆ และเหมือนทุกฝ่ายจะยอมเดินไปด้วยกันได้ในตอนจบ

      เช่นเดียวกับภาพรวมของอัลบั้มนี้ ถึงแนวเพลงจะต่างกัน แต่ดำเนินไปด้วยการสนับสนุนกัน มีเพลงนี้เพื่อสร้างเพลงต่อไป มีท่อนฮุคที่ออกแบบให้แปลกใหม่แปลกแยกไม่ซ้ำกัน และทั้งหมดเนื้อหายังอยู่ที่อารมณ์ของรักหน่วงๆ การตัดพ้อ ความอ่อนไหว อาลัยอาวรณ์ และดื่มด่ำกับการปล่อยให้ความรู้สึกรินไหลไม่กั๊ก บางครั้งมันอินอยู่นาน แต่บางทีก็มีหลุดขำบ้าง เหมือนฟังคนๆ หนึ่งเล่าเรื่องน่าอายของตัวเองนั่นแหละ สรุปแล้ว อาจตีความได้ว่า Lorde เป็นพวกสุขนิยม คือเป็นคนยอมรับอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นจากการกระทำในชีวิตตัวเอง แต่ก็เชื่อในแฮปปี้เอนดิ้ง อย่างน้อยก็เพื่อการบอกตัวเองให้เดินต่อไป เหมือนกับองค์สามของบทละคร มีเรื่องราว เรื่องราวนั้นมีปัญหา และสุดท้ายปัญหานั้นต้องจบลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าอารมณ์ร่วมของเรากับอัลบั้มนี้มันต่างจากอัลบั้มมากแค่ไหน ซึ่งไม่เคยรู้สึกอะไรนอกจากอารมณ์แฟนตาซีของวัยรุ่น เยอะแยะ มากมาย แต่ฟุ้งเฟ้อเวิ่นเว้อไปคนละทิศละทาง อัลบั้มนี้กลับเป็นแค่การยกอีเวนท์ย่อยๆ เอามาประกอบขึ้นเป็นรูปแบบทางรูปธรรม ความคิด และสามารถระบายต่อเป็นลวดลายเพิ่มเติมเชื่อมต่อไปได้ไม่รู้จบ

เพลงที่ชอบ : Sober, Homemade Dynamite, Liability, Writer In The Dark, Hard Feelings/Loveless, Supercut


Lorde : Melodrama (2017)
Lava / Republic
By Jitrpanu Palarit 23/09/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »