Review | Lil Uzi Vert - Luv Is Rage 2


      Lil Uzi Vert  (อ่านเร็วๆ เป็น Lucifer) หรือชื่อจริงอะไรวู้ดส์นี่แหละ แรปเปอร์จากฟิลาเดลเฟียคนนี้ร่อนเร่อยู่รอบขอบกระแสฮิพฮอพอยู่นาน จริงๆ ก็สองสามปี แต่ท่อนนั้นจากเพลง Bad & Boujee นั่นคือครั้งแรกที่ทำให้ผมหันขวับมามอง ด้วยอึ้งในความพิเรนทร์ที่เขาคิดใส่ท่อนอย่างนั้นลงไปในช่วงกำลังเดือดของเพลง "ย๊า ย๊า ย๊า ย๊า" เหมือนเป็นลางบอกเหตุ เพราะทันทีที่ผมตัดสินใจตามขุดผลงานเก่าของเขามาฟัง ผมรู้ทันทีว่าต้องเจอกับอะไรที่คล้ายกับท่อนนั้นไปอีกยาวเลยทีเดียว

     อูซี่จัดอยู่ในกลุ่มแรปเปอร์ เงินทองแก๊งยาปาร์ตี้เหล้าสาวรถ + แทร็ปบีท หรือแบบที่คนทั่วไปเบือนหน้าหนีทันทีที่ได้ยิน อาจจะฟังดูโหล เหลวไหล ไม่ใช่ซะทีเดียว ลองนึกดูสักครู่ ถ้าแรปเปอร์ประเภทนี้มีเยอะ แล้วอะไรที่ทำให้แรปเปอร์บางคนนี้โดดเด่นออกมามีชื่อเข้าหูเข้าตาคุณได้ อูซี่มีเอกลักษณ์นั้นเช่นกัน จนถึงตอนนี้ผมยังเชื่อว่าเป็นของตายตัวสำหรับเขา คือใช้คอนเซ็ปลักษณะออกทางแฟนซี หรูหรา สีสดใสแสบสัน อนิเมะ-คอมมิค โดยมีฐานความเรื่องโลกีย์อย่างที่ว่าข้างต้นเป็นตัวเล่าเรื่อง สไตล์การแร็พของเขามีความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง (ดิ่งเหวอย่างน่าทึ่ง) จากมิกซ์เทปแรก อูซี่เคยแร็พด้วยสไตล์ดุเดือด สู้กับบีท เป็นน้ำเป็นเนื้อ สัมผัสได้ถึงอิทธิพลรุ่นพี่อย่าง Gucci Mane หรือ Chief Keef คือมันมีอะไรฟัง อย่างน้อยก็มากกว่าตอนนี้ แต่ก็เข้าใจอยู่ แบบไหนที่คนชอบ แบบไหนทำเงิน เขาก็ต้องพุ่งไปทางนั้นอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนใคร เป็นใครก็น่าทำ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในชีวิตศิลปินของอูซี่ การใส่ไอเดียและสไตล์แบบนั้นลงบอดี้ของงานเพลงหรืออัลบั้มมิกซ์เทปใดๆ ยังไม่เคยสัมฤทธิ์ผลในเชิงศิลป์ให้เราได้ประจักษ์แม้แต่น้อย อย่างมากก็สร้างเพลงฮิตสองสามเพลง สำหรับงานชิ้นนี้ ผมจึงฝืนตัวเองตั้งความหวังไว้ในระดับนึง


     Luv is Rage 2 ฟังดูเหมือนภาคต่อของ Luv is Rage อันแรก แต่ผมรู้สึกถึงถึงความต่อเนื่องและพัฒนาการมันถูกส่งต่อจาก Lil Uzi vs The World มากกว่า รูปแบบของอูซี่อาจจะไร้ทิศทาง แต่ก็เหมือนเราเฝ้าดูเด็กคนหนึ่งเติบโต แบบพิมพ์มันเห็นชัดเจนอยู่ เพลงแรก Two (ไม่ต้องไปห่วงเรื่องความหมายของชื่อเพลงกับตัวเพลงมันจะเกี่ยวกันยังไงนะ อูซี่ไม่สน) แค่เริ่มเขาก็แผ่อีโก้อย่างเต็มภูมิ กร่างไปด้วยอำนาจและเงินทอง ไปจนถึงแฟนและกิ๊ก  บีทแทร็ปซ้อนกับทำนองเปียโน เมาท์ออร์แกนและปี่สก๊อต ฟังดูไม่มีเชี่ยไรเข้ากันเลยใช่มั้ยครับ? ก็เนี่ยแหละอูซี่ คือคล้ายกับว่าเมื่อเขาเจอบีทที่สนุกถูกใจ ก็กระโดดเข้าใส่เย้วๆ โดยไม่มีอะไรในหัวเตรียมไว้ ถ้านี่คือวางแพลนไว้ดีแล้วก็ไม่น่าใช่ หรือจะบอกว่าเป็นฟรีสไตล์ก็ไม่ช่วยให้น่าฟังขึ้นเลย แล้วไม่ใช่ว่าโปรดัคชั่นมันดีทุกเพลงด้วยนี่สิ เพลงแรก Early 20 Rager, Pretty Mami และ X  รู้สึกแตกแยกเหมือนเสียงเครื่องดนตรีในเพลงกำลังวิ่งหนีกัน อูซี่ก็ร้องอ๊อแอ๊ของเขาต่อไปอย่างไม่สนฟ้าดิน แต่โชคดีที่การตัดสินใจให้อัลบั้มมาในทิศทางนี้ไม่ได้สร้างแต่ผลเสียเพียงอย่างเดียว...อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าที่คิด

      เพลง 444+222 (666...จ่ะ) จังหวะชวนโยกนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็น Maaly Raw โปรดิวเซอร์คู่ใจช่วยให้อูซี่สร้างเลเยอร์ของนำเสนอรูปแบบเสียงที่หลากหลายขึ้น เพลงนี้มีทั้งเสียงต่ำเสียงสูงของอูซี่ เข้ากับเบสไลน์ไหลลึกใสกิ๊ง ทิ้งท้ายแบบเกือบอิ่มให้เราไปต่อเพลงอื่น เพลง Sause It Up เป็นเพลงเกิดมาเพื่อเต้นที่เห็นได้ทั่วไปของ Uzi แต่ความเร่งที่ต่อเนื่องจากเพลงก่อนทำให้เพลงนี้ได้ความสนุกแบบผ่อนคลายมากกว่า เพลง No Sleep Talk ยังรักษาเทมโปแต่บรรยากาศเฟดลงคล้ายกำลังจะปล่อยข้อความบางอย่างที่ซีเรียส แต่กลายเป็นว่าอูซี่เข้าโหมดออทิสติกฟังไม่ได้ศัพท์ จังหวะก็เสีย เพื่ออะไรไม่รู้ อันนี้เลยเส่ียดายนิดหน่อย เพลง The Way Life Goes เพลงสับเข้าโหมด R&B ได้เกือบเนียน อูซี่ร้องมากกว่าแร็พ แซมพลิงหวึ่งๆ สะท้อนเยื่อแก้วหูเรา ให้อารมณ์สนุกไม่สุด และเศร้าอยู่จางๆ ซึ่งขัดอารมณ์โคตรถ้าเทียบกับเพลงถัดไป For Real แม่งเป็น Banger ที่มันส์จัดก็จริง แต่คือมันต้องไม่ใช่ตอนนี้สิ เหมือนพวกสนุกไม่รู้เวลา เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดว่าการเล่นเสียงสังเคราะห์มันคงแปลกใหม่สำหรับเขามั้ง ลองใช้กับเพลงหลายๆ แบบ แต่จัดเรียงมั่วไปหน่อย

"She give me head, so i call her a nerd" 
 โอ้...

      นอกเหนือจากท่อนข้างบน ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่จะทำให้คุณต้องเอาตีนก่ายหน้าผาก มั่ว อาจจะเบาไปหน่อยในการใช้มันนิยามเพลง Feeling Mutual มันทั้งไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรอยู่ และไม่เข้าใจว่าบีทต้องการอะไรจากเรา (กูต้องรู้สึกยังไง?) หลังจากเพลงนี้ไป Neon Girls บรรยากาศแสงนีออนที่ผมค่อนข้างชอบด้วยฝีมือโปรดิวส์จาก Pharrell และ Unfazed ที่มี The Weeknd มาร่วมร้อง โชว์ R&B ของแท้ให้ดู พวกนี้เป็นเพลงที่ผมเพลินไปด้วยได้ ดาร์ด-ไดร์ว เนื้อร้องอาจจะทื่อแต่อารมณ์พื้นหลังนั้นคมเฉียบ ชดเชยกันได้ดีในการฟังแบบไม่ต้องคิดอะไร หลังจากเพลง 11 เป็นต้นไป คือจุดที่เขาหลุดโลก และผมเองก็หลุดความสนใจอย่างสมบูรณ์เช่นกัน (ผมแนะนำให้ฟังท่อน Leonardo Dicaprio ดู) อูซี่พยายาม และ "เกือบจะ" ดึงเรื่องส่วนตัว-ศาสนา เข้ามาเป็นประเด็นได้ แต่ก็แค่นั้น หายวับไปเหมือน ความโลกีย์กลับเข้าแทนที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่การจบด้วย XO Tour Llif3 ซึ่งดีที่สุดของเขาแล้ว ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพลงโบนัสไม่เกี่ยวกับตัวอัลบั้ม จบไปแบบไม่ค้างคาอะไร เพราะมันไม่มีอะไรให้ค้างแต่แรกละ ซึ่งความรู้สึกมันควรเป็นสิ่งที่ได้เวลาฟังมิกซ์เทปเท่านั้น ยุ่งเหยิง ไม่คงเส้นคงวา ไร้คุณค่า สำหรับอัลบั้มนี้แล้ว แม้อูซี่จะได้ลองยัดความหลากหลายทางดนตรีและวิสัยความเป็นบุคคล มีตัวตนของตัวเขาทั้งในอดีตและปัจจุบันอยู่ในเพลง มีโปรดิวเซอร์ขึ้นชื่อหนุนหลังมากขึ้นแล้ว ก็เท่านั้น เมื่อตัดสินใจลงเป็นอัลบั้มหลักแล้วเดินแบบไร้ซึ่งกรอบความคิดเลยมันก็จบแบบนี้ตลอด นึกไม่ออกเหมือนกันนะว่าจากนี้เขาจะทำอะไรต่อไป

เพลงที่ชอบ : XO Tour Llif3, Neon Gutz, For Real, 444+222

Lil Uzi Vert : Luv Is Rage (2017)
Generation Now / Atlantic
By Jitrpanu Palarit 07/09/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »