Review | Kanye West - The College Dropout


       มันทั้งตลกและน่าสนใจดีที่คานเย่เลือกเสนอไอเดียของอัลบั้มก่อน (คุณค่าของความฝัน, ครอบครัว, การศึกษา, วัตถุ-ทุนนิยม และวงการดนตรีฮิพฮอพ ในอเมริกา) ภาพใหญ่วางไว้เป็นวงกว้าง แต่ดำเนินไปอย่างระมัดระวัง แล้วเขาจึงยอมเผยสิ่งที่เป็นชีวิตส่วนตัวเข้ามา ทำให้เราที่กำลังเพลิดเพลินกับเปลือกนอกของอัลบั้มนั้นค่อยๆ เห็นว่าทุกอย่างกำลังคลี่คลายออกมา ให้เราได้รู้สึกสนิทสัมพันธ์กับตัวศิลปินแบบบุคคลมากขึ้น เป็นการแนะนำและเปิดตัวไอ้หน้าใหม่ในวงการที่สมูธแนบเนียนยอดเยี่ยมที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนั้นแล้วเป็นเพราะชีวิตส่วนตัวของเขาที่ว่าก็คือสิ่งที่เป็นพื้นเพความคิดเดิมในอัลบั้ม เป็นที่มาที่ไปของหัวข้อแต่ละเพลง ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนของตัวผู้เล่าเอง แบบ Kanye West คนนี้คือชายผู้โลดแล่นขึ้นมาจากเส้นทางอันเป็นเรื่องราวที่ไม่ง่ายเลยที่จะเปิดใจเล่า แต่เขากลับทำให้มันไม่ยากเลยด้วยการนำเสนอมันผ่านไอเดียที่เข้าถึงง่าย แนวดนตรีที่ง่าย มี Skit ย่อยช่วยเล่าเรื่อง เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังทั้งสาระและความบันเทิง สำหรับใครที่ไม่สนใจหรือจะไม่เสียดายอารมณ์ศิลป์ที่เขาจัดแจงไว้อย่างยิ่งใหญ่นี้เลยแล้วละก็ ไปฟังเพลงสุดท้าย 'Last Call' ที่เย่จัดแจงทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วก็ได้ เป็นการบรรยายภาพรวมหลังจบทุกอย่างของอัลบั้มและตัวแทนมิติความคิดต่างๆ ที่เขาพยายามทำในฐานะศิลปินมาโดยตลอด


       เสมือนได้ย้อนวันวาน ไปถึงวันที่เราเคยเป็นนักล่าฝัน สำหรับอัลบั้มนี้คงอยู่ในวัยเรียน ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาต่างๆ ทั้งสองฝั่ง ทั้งด้านที่ดี ทั้งด้านต่อต้านที่ชี้ถึงความไม่แน่นอนของผลลัพธ์เมื่อจบการศึกษาไป ขณะเดียวกันอีกฝั่งก็ยังมั่นใจและยึดถือแนวทางเดิมที่มั่นคงมากกว่าของสถาบันและการร่ำเรียน (โตไปจะทำอะไรกิน!) เราคงเคยถูกชักจูงจากคำคมชวนเชื่อต่างๆ ว่าเรียนไม่จบก็ประสบความสำเร็จได้อะไรพวกนั้น ไอเดียของคานเย่ในอัลบั้มนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็พูดออกมาละ ในฐานะที่เขาก็ดรอปออกมาล่าฝันเหมือนกัน แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องเจอหลังการตัดสินใจเช่นนั้นไม่มีอะไรง่าย เมื่อมีความเชื่อแล้วก็ต้องดันทุรังไปให้สุด ก็คงรู้กันแหละว่าพูดถึงเรื่องความมั่นใจคงไม่มีอะไรเกินคานเย่แล้ว ไม่ใช่แค่เขาเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง แต่เขาเชื่อในเหตุในผลของตัวเองแบบหมดใจ เขาเริ่มต้นด้วยความไม่แยแสกระแสสังคมที่ตั้งใจสร้างกรอบและควบคุมคนให้อยู่ในคอกของกลไกเศรษฐกิจ ทั้งระหว่างเรียนและที่เรียนจบไปแล้ว ไม่เชื่อว่าการร่ำเรียนสูงมีสถานะสูงในสังคมจะเป็นอะไรที่ยั่งยืนในแง่ของความภูมิใจไปจนตาย แต่ไม่ใช่เกี่ยวความพอเพียงอะไรแบบนั้นนะ เขาตั้งใจจะอยู่สูงเหมือนกัน แต่เป็นระดับสูงบนพื้นที่ต่างออกไป สามารถร่ำรวยและมีชื่อเสียงเหมือนกัน แต่มีอิสระมากกว่า เป็นตัวของตัวเองมากกว่า ทั้งหมดนี้จะต้องเกิดขึ้นด้วยผลงานและความสามารถเชิงศิลป์ของเขาเอง

  คานเย่มีแรงบันดาลใจแรกที่สำคัญอย่างหนึ่งจากเพลง Through the Wire ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเดินทางสายแรปเปอร์ จากอดีตที่เป็นเพียงโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินใหญ่ๆ และถูกกดไว้แค่นั้นตลอด เขาประสบอุบัติเหตุรถชนที่ทำให้กรามแตกและถูกลวดรอบปากไว้ระหว่างเข้าการรักษา สถานการณ์อย่างนั้นมันควรจะบั่นทอนสภาพจิตใจของศิลปิน(ที่ยังไม่ดัง)เอามากๆ แต่คานเย่ไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น เขายังอัดเพลงต่อทั้งสภาพอย่างนั้น ออกมาเป็นเพลงที่กล่าวไว้ข้างต้น มีความหมายทุกอย่างตามเนื้อเพลงนั้นเลย เวอร์ชั่นแรกเลยฟังดูอู้อี้แปลกๆ ซึ่งไม่ได้เอามาใช้ในอัลบั้มจริง เป็นการพิสูจน์อย่างดีว่าคงไม่มีอะไรจะหุบปากของเขาได้อีกแล้ว หลังจากต่อสู้อยู่นานในที่สุดทางค่ายเพลงก็ยินยอม เจย์ซีและศิลปินอื่นๆ ที่เคยร่วมงานก็เห็นใจและเห็นความสามารถ ช่วยเขาให้ได้ทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอันครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจผมมาก หลังจากผ่านเรื่องแย่ๆ แบบนั้น ผลงานของคานเย่ในช่วงแรกๆ นั้น กลับไม่ได้ออกมาภาพลักษณ์ในแรปเปอร์อารมณ์ร้าย หรือแบบแก๊งสเตอร์แร็พที่กำลังครองตลาดฮิพฮอพอยู่ในสมัยนั้น ทุกเพลงของเขาก็พูดถึงเรื่องแย่ๆ อยู่หรอก แต่เขานำเสนอมันด้วยบรรยากาศที่สดใสร่าเริง เปี่ยมไปด้วยหวัง ฟ้าหลังฝน และท้าทายสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา เป็นอารมณ์กึ่งขบขันและขมขื่น อาจจะยกเว้น Jesus Walks ที่จัดเต็มและเดือดกว่าเพลงอื่นๆ คงเพราะต้องการเน้นความจริงจังของเขาถึงประเด็นศาสนาที่ปกติแล้ววงการเพลงหรือช่องทางวิทยุพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด ซึ่งแบบนั้นก็ไปเข้าทางการจำกัดความของการตัดรอนความคิดสร้างสรรค์ศิลปินที่คานเย่ไม่ปลื้มเอาเสียเลย

      อย่างหนึ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้คงต้องยกเครดิทให้สไตล์การโปรดิวซ์ของพี่แก การแซมพลิงเพลงเก่าๆ ในวงการฮิพฮอพนั้นมีมายาวนานเป็นเรื่องปกติ แต่การเข้ามาของคานเย่ในยกระดับการทำเพลงแบบนี้ไปอีกขั้น โดยอัลบั้มแรกนี้เย่เน้นไปทางบีททำนองกลองที่อัดจิตวิญญาณของแนวดนตรีโซลเข้าไปทั้งการร้องและแร็พ ด้วยการปรับ Pitch เสียงประกอบขึ้นให้เข้ากับจังหวะหลัก บางเพลงมีการใช้เสียงขับร้องประสานเสียงแบบเพลงโบสถ์คลออยู่แบ็คกราวด์ ทั้งหมดนั้นเย่ไม่ได้ลดทอนแบบแผนอันดีงามที่ติดมากับต้นฉบับมาก รูปแบบนี้จึงได้ต้อนรับความรู้สึกใหม่ๆ จากทัศนวิสัยของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากความงดงามและเจ็บปวดจากสิ่งต่างๆ ที่คนสมัยก่อนสร้างไว้ คอยผลักให้ไปต่อ การแร็พของเย่ยังเป็นอะไรที่สนุกและขี้เล่น มีฮุค มีพันช์ไลน์ที่ติดหูและเรียกได้ว่าฉลาดในหลายๆ ด้าน เช่นกันกับแรปเปอร์และนักร้องอาร์แอนด์บีรับเชิญหลายๆ คนที่มาช่วยร้องช่วยลงความเห็น สร้างสีสันทำให้คอนเซ็ปของเพลงแต่ละเพลงน่าสนใจขึ้นไปอีก และดูเหมือนคานเย่จะยึดเอาแนวทางการทำเพลงแบบนี้เป็นสไตล์ลายเซ็นของตัวเองไปอีกนาน

เพลงที่ชอบ : We Don't Care, Graduation Day, All Falls Down, I'll Fly Away, Spaceship, Jesus Walks, Never Let Me Down, Get' Em High, Slow Jamz, School Spirit, Lil Jimmy, Two Words, Family Business, Last Call


Kanye West : The College Dropout (2004)
Roc-A-Fella / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 03/08/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »