Review | JAY-Z - 4:44


      ฮิพฮอพเดินทางมาเนิ่นนานแล้วจากสิ่งที่ทำให้มันมีค่ามาตั้งแต่ต้น ผู้ที่เลือกเดินในเส้นทางนี้ แรปเปอร์หรือใครก็ตามหลายๆ คนสามารถสานต่อเรื่องราว เคารพและใช้ชีวิตอยู่ใต้วัฒนธรรมนี้ให้มันคงอยู่ในโลกด้วยวิธีใดก็ตาม แต่น้อยคนนักจะสามารถมองภาพรวม มองสิ่งที่มันเป็นอยู่ แนวโน้มความเป็นไปได้ที่มันอาจจะรุ่งโรจน์ หรือเสื่อมสลายหายไป อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับความจริง หนึ่งคนที่ว่านี้ คือเจย์-ซี เกินความคาดหมายเหลือเกินที่ว่าจะเป็นเขา ที่โผล่มาเอาตอนนี้ หรือแบบนี้ หลายคนหมดศรัทธาในตัวเขาไปก็นานแล้ว การกลับมาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเน้นย้ำถึงสิ่งที่ทำให้เขาเคยพิเศษ โดดเด่นเป็นตำนาน แต่เขากลับมาด้วยจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ส่วนหนึ่งคือการรีวิวช่วงชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ส่วนหนึ่งคือการเปิดใจว่าเขาคิดยังไงกับช่วงเวลาเหล่านั้น ภูมิใจ เสียใจ อย่างไร และคิดหวังว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

     เจย์ซีเคยมีทั้งช่วงเวลาที่หลอมรวมอยู่กับสังคมฮิพฮอพโดยแท้ ดิ้นรนอยู่บนถนนที่อันตราย จนถึงช่วงเวลาที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุดของโลกบันเทิง ได้ใช้เวลาดีๆ กับการมีครอบครัว กับบียอนเซ่ ชีวิตที่ออกไปทางแฟนตาซีกับคานเย่ เวสต์ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขายอมก้าวขาลงมาขั้นหนึ่งหรือมากกว่า เพื่อมองว่าการก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปนี้ สร้างประโยชน์อะไรตามที่เขาเคยต้องการจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้พิเศษสำหรับฮิพฮอพและตัวเขาเองจริงๆ แน่ละเขาเก่ง เขาเรียล เขาเคยได้ต่อสู้กับชีวิตบนสังคมทุกชนชั้น ย้ำโม้โอ้อวดอย่างนั้นมาตลอด แต่การที่เขาจะพูดถึงความรู้สึกด้านลบ สิ่งที่เขาเคยพลาดพลั้งไป ความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนมาปรับทุกข์เป็นห่วงเป็นใยแบบนี้ ไม่อ่ะ เราไม่เคยได้รับอะไรแบบนี้จาก Jay-Z หรือ Hova หรือ Shawn Carter คนนี้มาก่อน

    เพลงแรก Kill Jay Z เขากระแทกประเด็นหลักนี้ด้วยการปลดปล่อยอารมณ์ของคนสำนึกผิด ตัดพ้อตัวเองในอดีต ประกอบกับดนตรีที่กึ่งลุ้นระทึกและสลดใจ เสียงไซเรนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังวิ่งหนีบางอย่าง ไม่มีบาร์คมๆ ไม่มีโฟลวแพงๆ เป็นเจย์ซีโผล่พรวดออกมาคุยกับเราแบบดื้อๆ ซื่อๆ คล้ายต้องการความช่วยเหลือจากเรา เป็นการเปิดอัลบั้มที่เฉียบกระชับดีมาก และเมื่อมองที่เพลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง น่าสนใจที่เขาสามารถเปลี่ยนประเด็นจากการผ่านเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่งจนจบอัลบั้มได้อย่างราบรื่น ไม่จบในเรื่อง แต่รักษาให้อยู่ในกรอบไอเดียได้ เช่นเดียวลักษณะเพลงในอัลบั้ม ที่เป็นฮิพฮอพจริงๆ ทุกเพลงในนี้ เช่น The Story of O.J. ก็เป็นโอลสคูล Bam ก็เป็นเรกเก้แร็พแบบที่ Nas เคยทำ เพลง Smile ก็เป็นแทร็ปบีทที่ค่อนข้างใหม่ เหล่านี้ถูกวางต่อๆ กันไป แต่มันไม่ทำให้การฟังอัลบั้มนี้หลุดโทนดั้งเดิมแม้แต่น้อย

     ต่อจากเพลงแรกเป็นจุดที่เขาเริ่มเสนอเรื่องของทัศนวิสัยที่มีต่อฮิพฮอพ และประชาคมอุดมการณ์คนผิวสีในอเมริกา จากสถานะของเขาเอง เขาชี้แนะว่าการเสียเวลาเรียกร้องเรื่องความไม่เท่าเทียมแบบที่ฮิพฮอพทำมาตลอดมันเอาความแน่นอนอะไรไม่ได้แล้ว ยิ่งสมัยนี้ก็ไม่ค่อยมีแรปเปอร์ทำกันแล้วด้วย ก็คือถึงคุณทำให้โลกได้เห็นความจริง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในเพลง Moonlight เขาเปรียบเหมือนเราเป็น La La Land ในงานประกาศรางวัลออสการ์ ที่เมื่อพิธีกรประกาศว่าชนะในรางวัลใหญ่ Best Picture ทุกคนดีใจ หลงลืม ทึกทักไปเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างจบแน่แล้ว แล้ว แต่จู่ๆ ปรากฏว่าเป็นการประกาศผิด หนังอีกเรื่อง Moonlight กลับโผล่มาฮุบตำแหน่งนี้ไปเฉย เปรียบได้กับวัฒนธรรมฮิพฮอพที่ดั้นด้นขึ้นมายิ่งใหญ่ พอได้ใจเดี๋ยวๆ ก็เงียบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความขัดแย้งยังอยู่ตรงนั้น บารัค โอบาม่า ขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ระยะหนึ่ง แล้วดูสิตอนนี้เป็นอย่างไร

     เช่นเดียวกับในเพลงที่สองนั้นเขายกเคสของ โอเจ ซิมพ์สัน มาเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานความเชื่อและกระบวนการยุติธรรม ว่ามันสำคัญกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของอเมริกันชนอย่างไร (อ่าน!) ซึ่งประเด็นคือ เมื่อการเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่เหนือกว่าเราหยุดขัดแย้งด้วยไม่ได้ เจย์ชี้ว่าเป็นเพราะคนกลุ่มนั้นมีฐานทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่ถูกวางมาดีกว่า พัฒนามามากกว่า จนไม่ใช่ว่าอยากล้มก็ล้มได้ ไอเดียนี้เจย์ยึดปฏิบัติมาตลอดนับตั้งแต่เขาเริ่มรู้สึกตัวจากความหลงระเริงในอำนาจ และหันมาใช้เงินในการลงทุนสร้างสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อหวังให้ลูกหลาน (เน้นที่คนผิวสี) ยึดเอามรดกนี้เป็น Legacy สานต่อเจตนารมณ์ต่อไป เช่นกัน เขาชักชวนให้ทุกคนปฏิบัติอย่างนั้น ถ้ายังหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอยู่ ง่ายๆ คือถ้าดึงเขาลงมาอยู่ด้วยไม่ได้ก็กระโดดเหยียบหัวมันขึ้นไปเลย แต่ส่วนนี้ค่อนข้างเป็นแนวคิดส่วนบุคคล ถูกหรือผิด เชื่อหรือไม่ ก็ใช้วิจารณญาณประกอบการฟังนิดนึง ครับ

     ข้อชักชวน แรงจูงใจนี้ส่วนหนึ่งที่มันน่าสนใจก็เพราะมันมาจากปากของเจย์ซี มหาเศรษฐีศิลปินพันล้านคนนี้คงไม่เสียเวลาพูดอะไรลอยๆ ขึ้นมาหรอก เมื่อเขาพูด อาจจะด้วยความหวังดีหรือไม่ก็อยู่ที่คนฟัง ธรรมชาติไม่รู้ทำไมคนถึงชอบระแวงคนรวย หรือพวกดังๆ ระดับโลก บางทีถึงกับด่า ทั้งที่บางคนเขายังไม่เคยทำอะไรชัดเจนเลย พวกนี้คนจะมองว่าพวกเขามีอำนาจบางอย่างและน่าจะใช้มันในทางไม่ดี อิลลูมินา...นู่นนี่นั่น เจย์น่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ จึงตัดสินใจสร้างงานชิ้นนี้ให้มันช่วยสร้างภาพลักษณ์ของเขาให้ต่ำลงมา เป็นแค่ชายคนหนึ่ง มีครอบครัว อบอุ่น พูดคุยแบบคนทั่วไป มีหัวใจ จับต้องได้ อย่างในเพลง Family Feud, Marcy Me โดยเฉพาะเพลงหลักของอัลบั้ม 4:44 ที่เจย์เปิดอกระบายทุกอย่างออกมาอย่างเหนื่อยล้าและไร้ซึ่งทิฐิ ที่ตรงนั้นของอัลบั้ม เขาหยุดการแร็พที่มีสไตล์ โปรดัคชั่นที่คุณภาพ (ไม่รู้ทำไมเสียงอัดอย่างหยาบเลยเพลงนี้) เพียงเพื่อจะพูดความในใจออกมา (มีขอโทษเมียด้วย หรือใครไม่รู้แต่ผมไม่ลงรายละเอียดอันนี้มาก เราไม่รู้เรื่องภายใน) แต่อย่าวางใจไป เจย์ไม่ได้ทิ้งแรงทะเยอทะยานและอีโก้ไปเสียทีเดียว เขายังเห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้ ยังเห็นความมั่นใจและสกิลอันแพรวพราวได้ชัดในหลายๆ เพลง คงจะเตือนเด็กรุ่นใหม่ไว้อยู่ว่าเขายังอยู่ระดับไหน

 จนเพลงสุดท้ายนั้นเนื้อหาทุกอย่างในอัลบั้มได้สะท้อนกลั่นกรองกลับเป็นประโยคอันไร้เดียงสาจากปากลูกสาวของเขา มันสั้น แต่ทรงพลังเหลือล้น

Daddy, What's a Will ?

    ความตั้งใจ ความมุ่งหวัง ปณิธาน คืออะไร ไม่ต้องมองลึก จุดประสงค์ของฮิพฮอพนี่คืออะไร ต่อจากนี้จะเป็นดนตรีเหลือแต่ความบันเทิงอย่างเดียวหรือเปล่า เจย์ไม่ได้ย้ำข้อนี้ตรงๆ แต่มันปรากฏภาพชัดอยู่ในบริบทของหลายๆ เพลง ฮิพฮอพจะเคลื่อนไปอย่างเลื่อนลอยไม่ได้แล้ว เขาทำอัลบั้มนี้เพราะมีเป้าหมาย สร้าง Tidal เพราะมีเป้าหมาย (เห็นว่าเพื่อช่วยกลุ่มศิลปินไม่โดนเอาเปรียบ?) เช่นกัน คุณต้องมี will คุณต้อง Caught Their Eyes และยึดอก Smile ที่คุณรอดจากเรื่องเลวร้ายมาได้ ยอมรับมัน และยินดีที่จะทำอย่างอื่นเพื่อแก้ไขมันต่อไป อย่างที่เจย์-ซียอมรับ (ในที่สุด) แต่เขาจะไม่มีวันยอมแพ้

* ลืมพูดถึงคนมา Feature ด้วย ทำได้ดีทุกคนเลย Frank Ocean, Beyonce, Damian Marley รวมถึงแม่เจย์ที่มาร่วมเหมือนกัน

เพลงที่ชอบ : The Story of O.J., Smile, Caught Their Eyes, 4:44, Family Feud, Bam, Marcy Me


Jay-Z : 4:44 (2017)
Roc Nation
By Jitrpanu Palarit 12/08/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »