Review | Logic - Everybody


        อัลบั้มนี้คิดว่าดูกันไปเพลงต่อเพลงน่าจะดีกว่า แล้วจะสรุปต่อให้เล็กน้อยช่วงท้ายบทความนะครับ

Hallelujah
Logic ก็คือ Logic ถึงจะพยายามจริงจังแค่ไหน เราก็สัมผัสถึงความระริกระรี้อยู่ไม่สุขอยู่ในเพลงของเขาได้อยู่ดี อย่างเริ่มเพลงนี้ อารมณ์เหมือนมีของดีแล้วอยากอวดคนอื่นเร็วๆ มาดูๆ พร้อมยางง มีการย้ำให้เปิดหูเปิดตาเตรียมตัวเตรียมใจก่อนด้วย ขณะที่ดนตรีคีย์สูงเสียงสดใสจังหวะเร้าใจกำลังวอร์มอัพคนฟัง ขณะที่กำลังดึงความสนใจเราไว้ได้นั้น แกก็โยน "GOD" อัดหน้าเราเลย ยัดเยียดความรู้สึกสำคัญว่าอัลบั้มนี้น่าเกี่ยวกับศาสนา อะไรก็ตามที่อยู่สูงสุด เป็นความรู้สึกออกไปทางชื่นชมสิ่งนั้น แต่คงไม่ใช่หลักการแบบที่เชื่อกันทั่วไป ล่ะมั้ง ตามมาด้วยการอ้างอิงนิดๆ ถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเชื้อชาติให้ต่อเนื่องกันเนียนๆ ตามสไตล์เขา ตบท้ายด้วย Skit ใหม่ที่น่าจะเป็นเนื้อเรื่องใหม่สำหรับอัลบั้มนี้ คือ ชายชื่อ Atom ประสบอุบัติเหตุรถชน แว๊บไปโผล่ที่ไหนไม่รู้ อยู่เหนือกาลเวลาและจิตใต้สำนึกทั่วไป เขาได้มีบทสนทนาขำๆ งงๆ กับคนที่อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า จึงน่าจะตีความว่าเป็นห้องพิพากษา เป็นการเปิดอัลบั้มที่น่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน เหมือนกางธีมตลอดอัลบั้มออกมาให้เห็นโต้งๆ เลย มันเสียตรงตัวเขาเองยังแสดงน้ำเสียงกึ่งไม่แน่ใจสิ่งที่ตัวเองจะเล่าแบบเปิดเผยนี่แหละ เอ้า จะอยากฟังต่อดีหรือเปล่านี่

Everybody
เป็นซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก่อนได้ซักพัก เคยโพสไปแล้วว่าชอบมาก เป็นครั้งแรกที่เห็นลอจิคเป็นตัวเป็นตนครั้งแรก สิ่งที่เขานำเสนอมา ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่หรอก แต่การถ่ายทอดทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาก รู้สึกว่าโฟลวของเขาลงล็อคกับบีทแบบนี้มาก ไอ้การจัดระบบเนื้อหาให้อยู่ในเพลงๆ เดียว ไม่ให้มันหลุดหัวข้อเนี่ย (เท่านี้ที่ต้องการ) ทำได้ตรงประเด็นกระชับจับใจเรา หลักๆ แล้วตรงนี้จะเป็นการเริ่มลงรายละเอียดของส่วนที่เกริ่นมากับเพลงก่อน คือเรื่องของเชื้อชาติ ความ(ที่ควรจะ)เท่าเทียมจากความแตกต่างในลักษณะทางกายภาพ ตัดสินคนจากภายนอกอย่างเดียว  ในกรณีของ Logic นี้ ถ้าใครติดตามเขามาตลอดจะได้ยินเขาพร่ำย้ำจนเอียนเลยล่ะ ว่าเขาคือ "Biracial" คือพ่อเป็นคนผิวสี ส่วนแม่ผิวขาว แม่ดันเป็นคนเหยียดผิวด้วย (แล้วคบกันได้ไงวะแต่แรก) เอาเข้าไป เรียกลูกตัวเอง Nigga นี่ก็โอ้โห สุดยอดแล้ว ซึ่งแค่เป็นปัญหาภายในก็หนักพอแล้ว แต่ด้วยการที่ลอจิคดันเกิดมาผิวขาวถึงจะโตมาแบบสังคมคนผิวสีก็ยังถูกเหยียบไว้แบบครึ่งๆ กลางๆ จะใช้คำประเภทนีโกรนิกก้าทั้งหลายก็ไม่ได้ (มึงคนขาวเกิดมาสบายอยู่แล้ว!) แถมพอมาฝักใฝ่ด้านแร็พคนอื่นยังมองว่าเหมือนพวกขี้ยาไม่เอาการเอางานแบบคนขาวทั่วไปอีก ถึงจะฟังแกบ่นเรื่องพวกนี้มาซักพักแล้ว แต่สำหรับอัลบั้มนี้ไม่รู้ทำไมมันถึงดูมีหลักการ ฟังขึ้น น่าเห็นใจมากขึ้นหน่อยๆ




Confess
เห็นชื่อเพลงก็เดาได้ ตามคอนเซ็ปก็ต้องสารภาพบาปแน่ล่ะ แล้วก็ใช่จริงด้วย แล้วเพลงก็ดันออกมาแย่(ซะงั้น)ด้วย คือทิ้งช่วงบีทจากเพลงที่แล้วมามันก็ควรจะคงอารมณ์นั้นไว้ ไม่ก็เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่เข้มข้นกดดันคนฟังกว่าเดิม แต่โปรดัคชั่นกลับเปลี่ยนบรรยากาศไปรู้สึกแบบเพลงโฆษณาโบสถ์คริสต์อะไรแบบนั้น บวกกับการสารภาพบาปในมุมมองของลอจิคมันง่ายไปหน่อย "ผมรู้ผมทำผิดไป แต่ผมก็เป็นส่วนหนึ่งใต้บงการท่านนะ ทำไมชีวิตผมถึงต้องออกมาบรรลัยแบบนี้ด้วยหละ" ทัศนะนี้มันจะต่างจากไอเดียในอัลบั้ม DAMN. ของเคนดริคนิดหน่อยที่เขามองพระเจ้าเป็นระบบใหญ่ที่เอาแน่นอนไม่ได้ และค่อนข้างจะปลงกับมันไปแล้ว แต่ลอจิคนี่ออกไปทางงอแงกับพระผู้เป็นเจ้าที่ควรจะผู้อารีกับทุกคนมากกว่า สุดท้ายการที่ Killer Mike เอ็มซีสายการเมืองของเราออกมาโก้กก้ากเหมือนหาเสียงก็ไม่ได้ให้อะไรที่บันเทิงใจไปกว่ากันเท่าไหร่เลย ไม่ได้แร็พด้วยซ้ำไป

Killer Spree
ในที่สุดดนตรีก็วกกลับมาต่อธีมเดิมแล้ว ถึงจะฟังดูมั่วๆ หน่อย ทีนี้เป็นเรื่องของข้อมูลและการสื่อสารครับ ฟังดูน่าเบื่อแต่ก็จำเป็น ผมว่าสำคัญกว่าเรื่องอื่นเลยนะ ทุกวันนี้ยิ่งการแพร่กระจายของสื่อไปได้ง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดความรัดกุมและความน่าเชื่อถือ คนไม่หวังดีมันก็มี แต่คนที่รับสื่อไม่ระมัดระวังมันมีเยอะกว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องอ่านไม่เกินเจ็ดบรรทัดหรือมากกว่านั้น อ่านไปจะใช้ปัญญาตีความได้หรือเปล่าไม่รู้ เหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่ลอจิคพยายามจะสื่อคือ การรัดรวมข้อมูลเท่าที่จำเป็นและเอามันมาโฟกัสให้อยู่กับตัวเอง พิจารณาพลวัตมันให้สัมพันธ์กับชีวิตเรา ความตื้นลึกของลูกเล่นทางวาทกรรม รูปธรรม นามธรรม ถ้าอัลบั้มนี้จะเล่นกับศาสนานะ คือรวมๆ แล้วมันเกี่ยวกับเราแค่ไหน ตามให้ทัน มากกว่าจะไปตามลายลักษณ์อักษรทุกอย่างในข่าวหรือมัวแต่หมกมุ่นว่าจะเชื่อคนนั้นหรือคนนี้ดี (อันนี้ก็เว่อร์ไปนิดนึง แต่อยากเขียน)

Take It Back
ยังเดินหน้าต่ออย่างหนักหน่วง เพลงกลับมาแน่นจังหวะ รักษาความต่อเนื่องได้ดีอยู่และย้อนเนื้อหากลับไปที่ Everybody อีกครั้งด้วย คราวนี้เขาเสนอไอเดียเกี่ยวกับรูปคำของชาติพันธ์ุใหม่ ให้ลองย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อข้อแตกต่าง ข้อขัดแย้งต่างๆ มันยังไม่เกิดดู ท่อนฮุกอาจจะย้อนไปไกลหน่อย ตั้งแต่คนผิวสีกับคนขาวเจอกัน และกดขี่กันแรกๆ แต่เจตนาจริงเขาน่าจะแค่ย้อนเพื่อเปรียบเทียบเกี่ยวกับจุดกำเนิด เหมือนการที่ตัวเขาเองเกิดมาถึงเริ่มความขัดแย้งขึ้นในชีวิตเขาและสังคมรอบข้าง แล้วตั้งใจหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ดูเหมือนเขาคงไม่ถนัดแร็พเล่าเรื่องแบบตรงจุดตรงใจแบบที่ตัวเองต้องการได้ เลยตัดสินใจพูดเล่าประกอบบีทไปเฉยๆ นี่เลย เรื่องชีวิตตั้งแต่เด็กเขานี่แหละ แต่เล่าให้เห็นภาพชัดขึ้น บางช่วงมันก็น่าฟัง แต่ส่วนมากมันยืดเยื้อเกินไป และจบเพลงได้ น้ำเน่ามาก ตรงนี้เลยที่ผมเห็นว่าอัลบั้มนี้เริ่มหลงทางแล้ว

America
เหมือน A Tribe Called Quest - We Are The People เกรดบีอ่ะครับ แล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเขาเริ่มตัดสินใจเข้าประเด็นการเมือง นี่พึ่งผ่านมาแค่ครึ่งอัลบั้มเท่านั้น แต่คอนเซ็ปตอนนี้พังพินาศแล้วครับ เป็นอย่างไรนั้นจะอธิบายให้ฟังท้ายบทความ

Ink Blot
แล้วอยู่ดีๆ ก็ตัดภาพมาที่ Logic กอดคอ Juicy J กำลังสนุกกับบีทแทร็ปกรุ๊งกริ๊ง (มันมีเสียงน้อยๆ ร้อง Shut the Fuck Up! นี่โคตรชอบเลย) ก็เป็นการคร่ำครวญของเขาว่าบางทีก็แค่อยากทำเพลงสนุกๆ เพื่อคุณค่าทางวัตถุบ้าง เพื่อเงินบ้าง (ก็ทำในมิกซ์เทป Bobby Tarantino ไปเยอะแล้วไม่ใช่เร้อ) โดยผ่านมุมมองของ "แรปเปอร์ประเภทนั้น" ที่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำไม่ใช่เรื่องผิดอะไรสักหน่อย เข้าใจจุดขายของเพลงนี้นะ แต่จุดหมายสำหรับอัลบั้มมันมั่วไปหมดแล้วครับ

Mos Definitely
เป็นเพลงที่คลุมเครือสุดในอัลบั้มแล้วมั้ง โปรดิวซ์มาแบบพอผ่านๆ ไปอีกเพลง ชื่อเพลงกับภาพรวมมันเหมือนจะเกี่ยวกับอิทธิพลของ Logic ที่ได้จาก Mos Def ในส่วนของฮิพฮอพ แต่ในเนื้อเพลงกลับพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำไม่ยุติธรรมทางการเงิน เรื่องทุน แล้วจู่ๆ เขาก็อยากให้กำลังใจคนผิวสีขึ้นมาเฉยๆ

Waiting Room
กลับมาที่ Skit เรื่องราวของ Atom คราวนี้เป็นแบบบทพูดเต็มแทร็ค (4 นาที! เพื่อ?) โดยพระเจ้ากับลุงอะตอมกำลังถามตอบเรื่องของชีวิต อาจจะเหนือกว่าชีวิต คือตัวตนของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด พระเจ้าตนนี้กำลังบอกว่าทุกคนบนโลก จักรวาล กำเนิดมาจากดวงจิตหลายดวง เวียนว่ายตายเกิดอยู่บนไทม์ไลน์เดียว เมื่อคุณตายหรือเปลี่ยนสถานะ? คุณก็จะได้ไปสวมบทบาทคนใหม่ อาจจะเป็นคนในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ได้ทำอีเวนท์เดียวกันคนๆ นั้น มีการยกตัวอย่างว่าคุณอาจจะได้เป็นฮิตเลอร์ หรือเป็นคนยิวที่โดนเขาฆ่าก็ได้ และที่สำคัญที่สุด มีความเป็นไปได้ถึงความคงอยู่ในระดับพระเจ้าด้วย สุดท้ายพระเจ้าก็ตบท้ายว่า การได้ใช้ชีวิตของทุกๆ คน ทุกชาติพันธ์ทั้งที่เราชอบและเกลียดชัง ทุกอย่างของทุกอย่างนั้นคือวิถีของการคงอยู่และไปต่อ เราจะเติบโตขึ้นทีละน้อย และได้ตระหนักรู้ในที่สุดว่าชีวิตเป็นสิ่งที่น่าปิติยินดีเพียงใด

ห้ะ? เออ ผมก็งง


มีคนบอกว่าทฤษฎีนั้นอ้างอิงจากหนังสือเล่มนี้ ใครอ่านแล้วก็บอกหน่อยนะ

1-800-273-8255
ขอโทษที่เคยสบประมาทการร้องเพลงของเขาไปในอัลบั้มที่แล้วด้วยครับ โห ไม่คิดฝันว่าเขาจะใช้เสียงทำอะไรแบบนี้ด้วย เหมือนไม่ใช่เพลงเขาเลย น้ำเสียงมันบอกว่าสิ่งนี้มันออกมาจากส่วนลึกในใจ ลึกมากๆ ทั้งเจ็บปวดและเป็นห่วงเป็นใย จากนักร้องทั้งสามคนในเพลงนี้เลย เคยเข้าใจดีว่าธรรมชาติเขาสนิทกับแฟนเพลงขนาดไหน แต่เพลงนี้ทำให้ได้เห็นถึงความใกล้ชิดระดับความเป็นความตาย เปิดอกช่วยเหลือกันและกัน มันอบอุ่นบอกไม่ถูก ถึงขณะฟังตลอดทั้งอัลบั้มเพลงนี้มันจะหลุดขอบเขตไปนานแล้ว (เจ้าตัวก็บอกชอบเพลงนี้น้อยที่สุดในอัลบั้ม) และมันอาจไม่ใช่เพลงฆ่าตัวตายที่ดีที่สุด ที่มืดหม่นที่สุด หรือให้กำลังใจดีที่สุดในโลก แต่สำหรับหลายคนโดยเฉพาะแฟนๆ แล้ว มันจะเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คนอยากจดจำในชื่อ Logic ไปอีกนานเลย

Anziety
อีกหนึ่งเพลงแหวกสไตล์ของ Logic ผมชื่นชมนะ เขายอมเปิดเผยอีกเรื่องราวอีกครั้ง ถ่ายทอดความในใจแบบตรงไปตรงมา Logic มีอาการอย่างหนึ่งที่เป็นมาตั้งแต่เด็กคือ Panic Attack ในไทยน่าจะเรียกโรคตื่นตระหนก คืออยู่ดีไม่ว่าดีก็จะใจสั่น อึดอัด คลื่นไส้ ควบคุมตัวเองไม่ได้ และรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้ อาการนี้ไม่เกิดขึ้นกับเขานานแล้ว และพึ่งมาเป็นตอนกำลังเข้าแถวจะดูสตาร์วอร์กับแฟนภาคใหม่ จะว่าตื่นเต้นก็ไม่น่าใช่ อาจจะเกิดจากความเครียดสะสมจากความหนักหน่วงของชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เขาไม่ได้มองมันเป็นมลทินของชีวิตแต่อย่างไร เขากลับใช้มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตมันยังมีส่วนที่เลวร้ายเคียงคู่กันมาตลอด เราต้องตระหนักถึงมันไว้พอๆ กับที่ระลึกไว้ว่าแค่มีภาวะปกตินั้นก็ดีแค่ไหนแล้ว ชีวิตเราถูกเติมเต็มด้วยปัจจัยจากทุกด้าน และมันก็ยังไปต่อได้ อ่ะนะ

Black SpiderMan

AfricAryaN
เพลงสุดท้ายปลดปล่อยทุกอย่างในใจของลอจิค ระเบิดโพล่งออกมา เป็นท่อนยาวเหยียดซึ่งมันควรจะลุมลึกแน่นแฟ้นในแบบฉบับเพลงจบอัลบั้ม กลายเป็นว่าใจความหลักมันไม่มีอะไรหนีจากเรื่องที่เกริ่นไว้ สะกิดไว้ตลอดทั้งอัลบั้ม ยิ่งทวีความน่าหงุดหงิดไปอีกด้วยการวนท่อนนั้นซ้ำไปอีกห้าเวิร์ส เกือบสิบนาที สิ่งที่ทำให้แทร็คสุดท้ายนี้มีอะไรให้พูดถึงบ้าง ก็คือ  1. บีทที่พอใช้  2. Skit ที่พระเจ้ากำลังสรุปความให้ Atom และมนุษย์ทุกคนฟังด้วย สั้นๆ ว่า เมื่อมีโอกาสใช้ชีวิตในหลายรูปแบบก็ใช้ให้คุ้มนะ...อือ แล้วก็มี Skit ต่อด้วยเรื่องราวของคนจากยานอวกาศในอัลบั้มที่สอง ถ้าใครจำได้ จักรวาลนั้นจะวางโครงเรื่องเบื้องหลังไว้ให้สัมพันธ์กันตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงสุดท้าย และจากคำพูดของคุณไคกับโทมัสหลังจากฟังอัลบั้มนี้จบก็บอกว่า อัลบั้มต่อไปอันที่สี่จะเป็นอันสุดท้ายของเขาแล้ว  3. ท่อนของ J. Cole ที่โผล่มาในฐานะคนที่พูดทบทวนถึงเรื่องราวของอัลบั้มผ่านมุมมองของ Logic และหันกลับมาเป็นมุมมองของเขาเองในท่อนหลัง เป็นทั้งความเห็นทั่วไป และเพิ่มการให้คำแนะนำกับเขาโดยตรง มันดิบ มันดูไม่จริงจัง แต่ทำไมไม่รู้ผมชอบมันมากกว่าท่อนของลอจิคทั้งอัลบั้มเลย จะว่าไปแล้วรูปแบบเพลงนี้แล้วมันคล้ายๆ กับการจบ To Pimp A Butterfly ของเคนดริคอยู่เหมือนกัน ที่เป็นบทสรุปและมีแขกรับเชิญมาช่วยเสริมให้ ต่างกันที่อัลบั้มของเคนดริคนั้นคนที่มาไม่ได้ทิ้งคำตอบไว้ แต่ของลอจิคนั้นอาจจะเรียกว่ามี หรือมีอยู่แล้วแค่หาคนมาย้ำคำให้เท่านั้นเอง
  
อัลบั้มนี้ยังเป็นการเปิดโฉมหน้าครั้งแรกของเจ้า Thalia ระบบ AI อัจฉริยะประจำคอนเซ็ปทั้งสามอัลบั้มด้วย

เพราะอะไรทุกคนถึงแตกต่าง? เราขัดแย้งกันทำไม? ชีวิตคืออะไร?

         จากนี้ไปจะละเอียดอ่อนหน่อยนะครับ อย่างแรก จะเห็นว่าแต่ละเพลงผมจะเขียนบรรยายยืดยาวเป็นพิเศษ แต่จริงๆ แล้ว เกินครึ่งที่ผมทำเป็นการขยายข้อความที่ Logic ต้องการจะสื่อจริงๆ เกือบจะเป็นการมโน เพราะจากหัวข้อและข้อมูล ซึ่งได้ลองนั่งวิเคราะห์ ฟังอีกหลายรอบ พบว่ามันมีอยู่น้อยมาก(กกกก) ถ้าเทียบกับความนานของแต่ละเพลงและปริมาณบาร์ทั้งหลายที่อัลบั้มนี้จุไว้ Logic พยายามทำอัลบั้มที่แน่นไปด้วยคอนเซ็ป เหมือนคิดว่าอัลบั้มก่อนทำไว้ดีแล้ว แต่มันไม่ใช่เลยครับ เมื่อฐานไม่ดีแล้วมันจะต่อยอดอะไรก็ดูโคลงเคลงหลวมโพรกไปหมด ทั้งด้านไอเดียและสไตล์การนำเสนอของเขายังห่างไกลเหลือเกินจากความพัฒนาและความรู้สึกที่ว่ามันเป็นชิ้นงานที่ "เสร็จ" หรือสามารถจบในเล่มได้

        ถึงจะกระนั้นเขาก็ยังเร่งเร้าเผาให้มันออกมา การที่เขาตั้งใจจะปล่อยงานออกมาไม่เว้นปีมันก็ดีอยู่ แต่สำหรับอัลบั้มนี้มันกลับเหมือนถูกคลอดก่อนกำหนด ก่อนนานเลยด้วย ความหยาบที่ว่ามันเป็นอย่างไรนั้น! มาดูกัน เอาส่วนสาระสำคัญที่ Logic เสนอมาก่อน ความหมาย 'Everybody' คือทุกคน เพื่อทุกคน ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ภูมิใจสิ่งที่ตัวเองเป็น เพราะทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกันมีเลือดเนื้อจิตใจเหมือนกัน ภายใต้พระเจ้าองค์เดียวกัน เขาหมายความแบบนี้จริงๆ นะ (ซึ่งทำผมหงุดหงิดมาก แล้วความเชื่อแบบอเทวนิยมล่ะเฮ้ย) มันเป็นความหวังดีของคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องพวกนี้แบบจริงๆ จังๆ เรื่องเงื่อนไขปัจจัยของการเหยียดและความแตกต่างของมันละเอียดมาก ที่ Logic ใช้มันเป็นข้อความจรรโลงใจที่ใช้ตรรกะแบบอ่อนแอจนน่าสงสาร (ขัดกับชื่อตัวเองมาก) ถ้าจะอ้างว่าเป็นแค่เพลงสนุกๆ ไม่คิดมาก หรือมองโลกในแง่บวกอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ เพราะเขาเน้นย้ำจุดยืนในสิ่งพูด แบบพร่ำเพรื่อและชัดเจนจนเกินไป มันไม่เคยง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่ควรปล่อยเป็นคำพูดออกมาสดขนาดนี้ อย่างน้อยก็ในระดับแบบอัลบั้มล่าสุดของ Joey Badass ยังพอรับได้อยู่นะ

        อย่างในเพลง Black Spiderman ที่เขาบอกว่ารู้สึกไม่ดีที่เห็นกระแสคนไม่ชอบไอเดียของสไปเดอร์แมนคนใหม่เป็นคนดำ (Donald Glover) คืออย่างนี้ ไม่มีใครบอกว่ามันผิดหรอกที่สไปเดอร์แมนจะเป็นใคร ผมไม่มีปัญหาเลย เปลี่ยนบ้างก็ได้ แต่การที่เขาไปดิ้นบอกว่าให้เป็นเวอร์ชั่นผิวสีน่ะก็ดีกว่าตรงๆ (Spiderman should be black เลยนะ) และตลอดทั้งอัลบั้มนี้พี่แกก็สรรเสริญความงดงามของคนผิวสีแบบเอียงเอามากๆ ไม่ต่างกับที่คนผิวขาวเขาสรรเสริญฝั่งตัวเองมากกว่าเลย ทั้งที่แต่แรกเขาชี้ให้เราดูตัวเองที่อยู่อย่างเดือดร้อนด้วยฐานะที่เขายืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างคนขาวกับคนดำ คือมันไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่าง ดูที่การเปลี่ยนแปลงครับ คืออยู่ดีๆ คุณจะไปเปลี่ยนของเขาทำไม? เหมือนที่เปลี่ยนเฮอร์ไมโอนี่เป็นคนผิวสี หรือที่มีแคมเปญเริ่มเปลี่ยนเพศตัวละครต่างๆ เพื่อโปรโมทความเท่าเทียมและต่อต้านการเลือกปฏิบัติ? แล้วคนที่เขาอยู่คุณก่อนหน้าแล้วเขาไม่ถูกคุณปฏิบัติหรือ เขาเอาความรู้สึกมองบวกของตัวเองไปปนมั่วกับสถานการณ์ที่เกิดอยู่จริง ซึ่งซับซ้อนกว่ามาก ถ้าบ้านเราก็โลกสวยเลย (รู้ครับว่าคนเริ่มใช้คำนี้พร่ำเพรื่อแล้ว แต่เคสนี้ผมว่ามันต้องใช้จริงๆ) จากที่เคยรู้ว่าพี่เขาค่อนข้างเนิร์ด ผมก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกันว่าเขาเคยใส่ใจกับอะไร นอกจากความชอบส่วนตัวที่เป็นแค่สิ่งบันเทิงทั่วไปหรือเปล่า

         นี่ยังไม่พูดถึงที่พยายามดึงการเมืองเข้ามาเป็นหัวข้อหนึ่งในอัลบั้ม แต่กลับทำแบบปู้ยี่ปู้ยำด้วยสำนวนซ้ำๆ ซากๆ ของพวกอเมริกันหัวดื้อ อย่างในเพลง America ใส่แรปเปอร์ตัวเป้งมาตั้งหลายคน ก็ดันเล่นไปคนละเรื่องกันเลย เมื่อพิจารณาที่หัวข้อ 'Everybody' แล้วมันเหมือนคนไม่ทำการบ้านมาก่อนเลย อย่างสุดท้ายทฤษฎีทางศาสนาที่เอามาเสนอ ผมหาจุดเชื่อมโยงก็เข้าใจเพียงแค่ว่า ในเมื่อทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาอาจจะมีรูปร่างหน้าตาสีผิวแบบใครก็ได้ ก็จงทำใจอยู่อย่างสงบไม่ทำใครเดือดร้อนก็พอ ถ้าตามนี้มันก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ ส่วนแรกอาจจะอยู่ในทฤษฎีอยู่ แต่ที่อยู่ดีๆ ให้เราปลงเถอะนี่ผมว่าพี่แกน่าใส่เข้ามาเอง แม้อัลบั้มนี้จะเหมือนเขาลดทิฐิของตัวเองลง โดยการเล่าผ่านบุคคลที่สามบ้าง หรือเล่นหัวข้อที่ค่อนข้างเป็นสากลบ้าง แต่มันยังมีไอเดียของความคิดง่ายๆ ของเขาติดมาเป็นเงาให้เราเคืองเล่น สรุปแล้ว นี่ก็เป็นอีกอัลบั้มของลอจิคที่ยังคงคุณภาพการแร็พที่เป็นมาตรฐานเขาไว้ได้แบบสุดยอด โปรดัคชั่นที่ช่วยเพลงไว้ได้มาก มันหลากหลาย ลงตัว น่าดึงดูดกว่าเนื้อเพลงซะอีก และความคิดสร้างสรรค์โดยรวม มันก็ยังขาดศิลป์ในการนำเสนออย่างเคยนั่นแหละ จะทำเล่นก็ไม่ไหว จะเล่นใหญ่ก็พัง (ฮ่าๆ ฮือๆ) ถึงจุดนี้ผมเลิกคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ แตกต่าง เป็นปรากฏการณ์จากเขาแล้วล่ะ แค่ได้มองดูเขาเติบจากความมุ่งมั่นมุทะลุจนถึงจุดนี้ได้ก็น่ายินดีแค่ไหนแล้ว เป็นข้อคิดเดียวที่ผมได้จากอัลบั้มเลยมั้ง การเห็นคุณค่าที่ชีวิตของตัวเองยังคงอยู่ในปัจจุบันนี้ อย่างสำนวนเกี่ยวกับการสูญเสียที่ว่า อย่าร้องไห้กับสิ่งที่เสียไป จงยิ้มรับยินดีที่มันเคยเกิดขึ้นกับเรา

เพลงที่ชอบ : Everybody, Take It Back, 1-800-273-8255


Logic : Everybody (2017)
Visionary Music Group / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 30/07/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »