Review | Frank Ocean - Channel Orange


         2012 ไม่ใช่ปีที่แย่สำหรับวงการดนตรี ตรงกันข้าม เต็มไปด้วยสีสันของการแข่งขัน และการตื่นของแนวเพลงต่าง ๆ เช่น ฮิพฮอพ ร็อคทางเลือก โดยเฉพาะป๊อปที่พึ่งฟื้นหลังจากเริ่มมีศิลปินอินดี้ช่วยปลุกกระแสจากความตายซากของรูปแบบการทำเพลงเมื่อผ่านปี 00' เป็นต้นมา ทั้งนี้ยังรวมถึงแนวเพลงที่อยู่ตระกูลใกล้เคียงกัน อย่างในกรณีของ 'Channel Orange' ที่ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นภาพลักษณ์ R&B ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง (จากที่พวก Trey Songz, Chris Brown, Akon, Usher, Neyo หรือแม้แต่ R. Kelly เริ่มมักง่าย ทิ้งความสร้างสรรค์ไปตามความต้องการตลาด จนกลายเป็นของโหลไปหมด) ยังเป็นการคืนชีพให้กับการทำเพลง ร้องเพลงในลักษณะ Neo-Soul ซึ่งเป็นของคลาสสิคที่ถูกกลืนหายไปอยู่นาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความยากง่ายในการสร้างของพวกนี้ด้วย เป็นแนวเพลงที่ใช้แบบแผนของดนตรีสมัยใหม่ แต่อารมณ์ที่นำเสนอดึงมาจากจิตวิญญาณของดนตรีโซลในอดีต ซึ่งความนิยมในปัจจุบันถ้าไม่ใช่คนที่โตร่วมสมัยมาก็ยากอยู่เหมือนกันที่จะเข้าถึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสร้างมันขึ้นมาเอง ดังนั้นแล้ว การมาของแฟรงก์ โอเชี่ยนและความยอดเยี่ยมของ Channel Orange ที่เราจะพูดถึง จึงสามารถเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ อย่างหนึ่งได้ ละไว้เป็นที่เข้าใจว่า 'Nostalgia, ultra' เป็นแค่งานทดลองอันนึงของแฟรงค์เขาก็พอเนาะ เป็นอะไรที่มีธีมแต่ไม่ได้ประกอบเป็นรูปร่างชัดเจน โปรดัคชั่นอยู่ในระดับทั่วไป เทคนิคการร้องยังไม่ถึงขั้นที่น่าจดจำเหมือนทุกวันนี้ ไม่แย่ แต่ก็ไม่มีอะไรมากพอที่จะเปรียบเทียบกับความผ่าเหล่าเหมือนกับอัลบั้มสีส้มอันนี้เลย

       ก่อนจะไปถึงเนื้อหาที่ลึกซึ้งอะไรมากมาย เราจะมองข้ามความสำคัญของงานโปรดัคชั่นไม่ได้เด็ดขาด แฟรงค์มีวิธีออกแบบอัลบั้มอย่างไร อะไรคือแรงบันดาลใจ ทำไมมันถึงสำคัญนักหนา จะว่าให้ถูก เพลงของแฟรงค์มีเอกลักษณ์ที่ไม่ค่อยมีใครเหมือน ไม่สามารถสรุปอัลบั้มเขาด้วยแนวเพลงเดียวได้ เพราะโครงสร้างหลักที่เราจับต้องได้มีเพียง อิเล็คโทร-ฟังก์ แจ๊ซ-ฟังก์ อาร์แอนด์บี อินดี้ป๊อป ซึ่งไม่มีแบบแผน ผสมผสานกันไปตามบริบท (ส่วน Blonde อัลบั้มต่อไปถึงจะเริ่มเห็นการใช้เทคนิค ไซคีเดลิค กอสเพล และโซลที่ซับซ้อนมากขึ้น) สำหรับอัลบั้มนี้ อิทธิพลก็สังเกตง่าย ๆ จากพวกตำนานโซลสมัยก่อน พรินซ์ มาวินเกย์ ดิแองจิโล และพวกที่มาร่วมกำกับทิศทางอัลบั้มนอกจากคู่หูของเขา เมเลย์ ก็จะมีอังเดร 3000 คานเย่ ฟาเรล ที่โดดเด่นมากคือความแพรวพราวในเสียงกีต้าร์จากฝีมือจอห์น เมเยอร์ โดยเฉพาะเพลง Pyramids ที่ โอ้โห เวอร์ชั่นไลฟ์สดฟังดูดีกว่ามาก ด้วยความสดของแฟรงค์ตอนนั้น แนวดนตรียังเรียกได้ว่าเข้าถึงง่ายอยู่ แฟรงค์ดึงความสนใจไว้ที่เนื้อหามากกว่า คือ แฟรงค์จะใช้วิธีเขียนเรื่องราวขึ้นมา หน้าหนึ่ง บทหนึ่ง เมื่อเข้าใจอารมณ์ที่มันจะสื่อแล้ว จึงใส่เสียงดนตรีอัดกรอบเข้าไป เลือกดูว่าซาวด์แบบไหนเหมาะสมที่สุด เพลงจึงออกมาซื่อตรงกับความรู้สึกคนแต่งมาก บางทีก็มากไปหรือน้อยไป อารมณ์เด่น ๆ ที่รู้สึกได้คือ ความอาลัยอาวรณ์ ความรักที่บริสุทธิ์ และคาแร็คเตอร์ที่แตกหัก

         ที่แตกต่างจากมิกซ์เทปแรกนั้นอย่างชัดเจนเลยคือ แฟรงค์เริ่มใส่ความเป็นบุคคลเข้ามาในตัวเพลงมากขึ้น ทั้งเนื้อเรื่องและความรู้สึกที่เรามีต่อแฟรงค์ ผู้เล่า ทำให้เพลงทั้งหมดในอัลบั้มไม่ใช่สิ่งที่นักร้องเสียงดีที่ไหนมาร้องแล้วจะให้อารมณ์เดียวกันได้ อารมณ์ที่ว่านี้ ในอัลบั้มนี้ เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน เหมือนเรากำลังรับรู้ถึงความทรมานทางจิตใจของคน ๆ หนึ่ง ตลอดการฟังทั้งอัลบั้ม แต่เราไม่รู้ตัวด้วยนี่สิ ถ้าอยากเข้าใจต้องลองลงลึกไปถึงบริบทของอัลบั้ม ความรู้สึกจากการมองปกอัลบั้มมันอาจจะสดใสแสบสัน แต่จากการฟังไม่ว่ากี่ครั้งเราก็สัมผัสได้แต่สีโทนเย็น น้ำเงิน? ม่วง? ชมพูเข้ม? เหมือนตอนกลางคืนแล้วไปรุ่งเช้าตอนท้ายอัลบั้มมากว่า ซึ่งมันมีเหตุผลอยู่ ด้วยคำยืนยันจากแฟรงค์เอง สีส้มหมายถึงความรู้สึกของความรักที่เขามีในช่วงฤดูร้อน เป็นอีเวนท์หวานอมขมกลืนที่คิดว่าเขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต และอีเวนท์นี้แฟรงค์ไม่ได้เล่าให้เราฟังโต้ง ๆ แบบไร้ศิลปะ ด้วยรสนิยมส่วนตัวของเขาในเรื่อง ภาพยนตร์ รถยนต์ วิดีโอเกมส์ แฟรงค์ใช้ช่องทางพวกนี้ในการแสดงภาพเสมือนทุกอย่างเป็นแค่เรื่องราวเรื่องหนึ่งดังที่เราได้ยินเสียงประกอบตลอดเวลา เอาให้เข้าใจง่าย ๆ สมมติถึงเหตุการณ์หนึ่ง สงครามโลก สื่อที่เรารับรู้ปกติมักจะมีวิธีนำเสนอเรื่องราวเดียวกัน ผ่านช่องทางที่ต่างกัน ด้วยความหมายที่ต่างกัน อย่างเช่น เมื่อเราดูทีวี เราเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ๆ แต่ละรายการก็จะแสดงคนละแบบ ช่องข่าวก็จะนำเสนอราบ ๆ เรียบ ๆ ไปตามข้อมูลที่มี ช่องเพลงก็จะแสดงออกได้หลากหลายกว่า แสดงความเศร้าบ้าง จูงใจบ้าง รวมถึงโฆษณาต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดคือรายการภาพยนตร์ ที่มีส่วนกำหนดความคิดความอ่านของคนมากกว่าอย่างอื่น ด้วยการกำกับความรู้สึกผ่านภาพและเสียง (เช่น อาจจะมีหนังที่แสดงให้ดูว่าฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่งในสงครามนั้นดีก็ได้ ร้ายก็ได้) แฟรงค์เห็นข้อสำคัญนี้ และนำมาปรับใช้ในอัลบั้มโดยมีชีวิตส่วนตัวของเขาเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ละเพลงอาจจะเหมือนกำลังแสดงเรื่องราว ข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมองรวมกันมันจะกลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งในมุมมองของแฟรงค์ เพลง 'Forrest Gump' ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

          ก่อนจะแตกแขนงเรื่องราวไปมากกว่านี้ ต้องขอเกริ่นก่อนตรง ๆ ว่า แฟรงค์เขาเป็น Bisexual (หญิงก็ได้ชายก็ดี) ซึ่งมันสำคัญมาก เพราะความเข้าใจความรู้สึกนี้มันครอบคลุมความคิดของแฟรงค์ตลอดการเดินเรื่องของอัลบั้ม ตั้งแต่เริ่มต้นแฟรงค์เล่นกับไอเดียง่าย ๆ 1. ชีวิตทั่วไป ความร่ำรวย ความหลงผิด 2. ความสัมพันธ์-ความรัก 3. ศาสนาและความเชื่อ ซึ่งถ้าเรามองจากมุมพวกนี้แบบผิวเผินก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องส่วนตัวของแฟรงค์ที่สอดแทรกเข้ามาก็ได้ แต่ถ้าลองทำความเข้าใจดูมันก็ทำให้เรารับฟังอัลบั้มนี้ได้แบบมีมิติมากขึ้นด้วย ความเชื่อมโยงของไอเดียพวกนี้เหมือนจะงง ๆ แต่ถ้ามองว่าเป็นแฟรงค์กำลังคร่ำครวญเรื่องราวสักเรื่องในอดีต เริ่มที่ 'Thinkin Bout You' เหมือนกับคนทั่วไป เมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง มันก็จะมีเรื่องอื่น ๆ โผล่มาในภาพทรงจำที่สะท้อนเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักอีกที เช่น ความรักในอดีตของแฟรงค์ ยังไม่ต้องไปถึงขั้นกับผู้ชาย แฟรงค์ก็เคยได้ใช้เวลากับผู้หญิงที่เขารักเช่นกัน ครึ่งแรกของอัลบั้ม แฟรงค์เน้นไปที่ตอนเขาเป็นวัยรุ่นที่เป็นช่วงวัยที่สับสน หุนหันพลันเล่น และมีแนวโน้มที่อาจก้าวไปในทางที่ผิด ไม่ใช่แค่เรื่องติดสาวอกหักรักคุด ครอบครัว เงินทองและเหล้ายาก็เรื่องใหญ่ อย่างเช่น 'Sweat Life' 'Pilot Jones' 'Crack Rock' 'Pyramids' หรือ 'Super Rich Kids' ทุกประเด็น แฟรงค์เนรมิตเรื่องราวที่ธรรมดา อุปมาเล่นคำ ประกอบกับรูปแบบของแนวเพลงให้กลายเป็นเหมือนการมองผ่านนวนิยายเรื่องหนึ่ง ทุกเพลงและ Skit ทุกส่วนน่าจดจำ ยอดเยี่ยม แต่เนื้อหลักจริง ๆ ของอัลบั้มนั้นพึ่งมาถึงหลังจากเพลง 'Lost' 'หลง' นี่เอง เพื่อให้เห็นภาพ นี่คือบทแปลของบันทึกที่แฟรงค์เขียนลงในบล็อคและเปิดใจถึงรสนิยมทางเพศของเขาเป็นครั้งแรก


        ไม่ว่าคุณคือใคร ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ผมเริ่มจะคิดว่าเราก็คล้ายกันหมด เป็นมนุษย์ที่หมุนคว้างอยู่ในห้วงของความมืด รอวันที่ถูกค้นพบ สัมผัส ได้ยิน ได้รับความสนใจ คนที่ผมเคยรักเคยเป็นทุกอย่างสำหรับผม ปีที่แล้วหรือสามปีก่อนผมร้องตะโกนหาผู้ที่สร้างผมขึ้นมา หมู่เมฆบนท้องฟ้า ด้วยบางคำอธิบาย ความเมตตา? ก็อาจจะ เพื่อสันติในจิตใจเหมือนดั่งอาหารจากพระผู้เป็นเจ้า คงคล้ายกัน สี่ฤดูร้อนที่แล้ว ผมเจอใครบางคนเมื่ออายุ 19 เขาก็เหมือนกัน เราใช้เวลาช่วงฤดูร้อนด้วยกัน ฤดูร้อนถัดมา แทบทุกวันเลยก็ว่าได้ และช่วงเวลาเหล่านั้น ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งวันผมได้อยู่กับเขา เห็นรอยยิ้มของเขา รับรู้ถึงบทสนทนาและช่วงเวลาที่เงียบงัน...จนถึงเวลานอน ที่ผมได้ร่วมแบ่งปันกับเขาเช่นกัน จนถึงจุดที่ผมตระหนักได้ว่าผมตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว มันอันตราย สิ้นหวังเหลือเกิน ไม่มีทางหนี ไม่อาจต่อรองกับความรู้สึก ไม่มีทางเลือก เป็นรักแรกของผม มันเปลี่ยนชีวิตผม ความคิดในตอนนั้น ผมมองย้อนกลับไปหาผู้หญิงที่มี ที่ผมนึกว่าเคยรัก ผมหวนระลึกถึงบทเพลงที่อ่อนหวานที่ผมเคยชอบเมื่อยังเป็นวัยรุ่น เพลงที่ผมฟังพร้อมกับประสบการณ์แฟนสาวครั้งแรก ผมพึ่งเข้าใจว่ามันแต่งขึ้นด้วยภาษาที่ผมยังไม่พร้อมที่จะพูด ผมพึ่งเข้าใจหลาย ๆ อย่าง เร็วเกินไป จินตนาการว่าถูกโยนลงจากเครื่องบิน ผมไม่ได้อยู่ในนั้นหรอก ผมอยู่บนรถนิสสัน แมกซิม่า คันเดียวกับที่ผมแพ็คกระเป๋าใส่และย้ายมาอยู่แอลเอนี้ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ และบอกความรู้สึกที่แท้จริงกับเขา ผมกล้ำกลืนขับทุกถ้อยคำออกจากปาก มันน่าสลดใจ เมื่อเข้าใจว่าคำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันทวงกลับได้ เขาตบหลังผมเบา ๆ พูดด้วยความเห็นใจ ปลอบใจ เขาพยายามที่สุดแล้วแหละ แต่เขาไม่ได้ตอบรับในเรื่องเดียวกันกับผม เขาต้องรีบกลับเข้าบ้านแล้ว แฟนสาวเขารออยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เขาไม่ได้เปิดใจถึงความรู้สึกของเขา ถึงสามปี ผมได้แต่จินตนาการถึงคำตอบนั้น คราวนี้ลองนึกภาพว่าถูกโยนลงมาจากหน้าผาสิ ไม่ ผมไม่ได้อยู่บนนั้นเหมือนกัน ผมยังอยู่บนรถ บอกกับตัวเองว่าต้องไม่เป็นไร หายใจเข้าลึก ๆ ผมทำ และก้าวเดินต่อไป ผมยังรักษาความสัมพันธ์ที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆ กับเขาไว้ เพราะผมนึกภาพชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ออก ผมขัดสนดิ้นรนกับความพยายามควบคุมตนเองและความรู้สึก ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จไปทุกเรื่องหรอก
     ก็ยังมีต่อนะ แต่ใจความที่อยากนำเสนอมีเท่านี้ ที่เหลืออีกครึ่งก็จะเป็นการย้ำเตือนถึงความรู้สึกที่เขาเคยมี และความรู้สึกที่ยังเหลืออยู่สำคัญกับเขาในตอนนี้อย่างไร เขายังไม่ลืมชายคนนั้น เขาจะไม่ลืมหน้าร้อนที่แสนเจ็บปวดนั้น ความรู้สึกทางเพศนั้นเป็นสิ่งทั้งแฟรงค์ในอดีตและตอนนี้ยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจตัดขาด ใน 'Monks' เริ่มมีธีมศาสนาที่ชัดเจน สำคัญ แต่ยังไม่น่าจดจำเท่าไหร่ 'Bad Religion' นี่จึงเริ่มมีเนื้อหาที่จริงจังและหนักหน่วงกับจิตใจคนฟังมาก แฟรงค์ประสานความสัมพันธ์ระหว่างความรักของบุคคลและศรัทธาในทางศาสนา สำหรับเขาความรักข้างเดียวกับชายที่มีความรัก ความรู้สึก 'ความเชื่อ'คนละแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับลัทธิที่เลื่อนลอย เป็นศาสนาที่ไม่ดี มาถึง 'Pink Matter' แฟรงค์กลับมาเล่นกับเรื่องสี เช่นเดียวกับ 'Sierra Leone' สีชมพูไม่ว่าโทนไหนก็สื่อถึงเพศทั้งสิ้น ทั้งทางกายภาพ (หลาย ๆ อัวยวะในร่างกายที่เป็นสีชมพู ลองนึกดูนะครับ) ความปราถนา ตัณหา จินตนาการ แฟรงค์ตั้งคำถามว่ามันจำเป็นต้องเพศหญิงหรือไม่ เส้นคั่นบาง ๆ ระหว่างความต้องการของจิตใจกับร่างกาย อะไรเป็นตัวแบ่ง แต่ต่อจากประเด็นนี้แฟรงค์ดันต่อด้วยเพลง 'Forrest Gump' ซึ่งสะท้อนภาพความรักที่เขามีกับผู้ชาย แบบเปิดเผยสุด ๆ อาจเป็นมุมมองผู้หญิงต่อผู้ชาย ชายกับชาย แต่ไม่ชายกับหญิงแน่นอน ไม่ใช่เพลงนี้ไม่ดี แต่เนื้อหากับโทนมันไม่ควรมาอยู่ท้ายเลย อาจจะตามคอนเซ็ปที่แฟรงค์กลับมาอยู่กับตัวเองในปัจจุบันและมองตัวเองในอดีตเหมือนเป็นตัวละครในหนังเรื่องหนึ่ง คือเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว หรืออาจเป็นเพราะแฟรงค์กลัวเราจะเศร้ากับเขามากเกินไปจนจบอัลบั้ม เลยใส่มันเข้ามาก็ได้ เพราะสุดท้ายอัลบั้มมันก็ 'End' ด้วยความรู้สึกอยู่ในสถานะเดียวกับเริ่มต้น คือ จากความว่างเปล่า เติมเต็มด้วยความทรงจำ และกลับมาว่างเปล่า เปิดปิดดูได้เหมือนสมุดภาพ เหมือนสิ่งที่เราเปิดผ่าน ๆ ในทีวี เหมือนความฝันแปลก ๆ ที่ตื่นก็ลืมไป มันสำคัญในการที่แฟรงค์ย้อนวันวานแบบนั้น มันต่อเนื่องด้วยความเพ้อฝันถึงสิ่งเขาต้องการจากห้วงลึกในใจ อยากเป็นเหมือนกับที่ฟอเรส กัมป์ สมหวังกับนางเอก ตอนจบที่มีความสุข ล่ะมั้ง


เพลงที่ชอบ : Thinkin Bout You, Super Rich Kids, Pink Matter, Bad Religion, Pilot Jones, Sierra Leone

Frank Ocean : Channel Orange (2012)
Def Jam
By Jitrpanu Palarit 01/06/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »