Review | Joey Bada$$ - All-Amerikkkan Bada$$


        ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนับสนุน Joey Bada$$ แรปเปอร์ความหวังใหม่ ในฐานะที่เขาโตขึ้นและเริ่มกล้าทำอะไรที่แตกต่าง ผมพยายามขุดด้านดีทุกอย่างของอัลบั้มออกมาแบให้ได้เห็นกันชัด ๆ แม้มันออกจะขัด ๆ กับความรู้สึกอยู่บ้างเมื่อเราใช้มุมมองในความคิดของเขากับตรรกะที่เป็นสากล หากคุณอายุมากกว่าเขา คุณอาจจะเห็นเขาเป็นเด็กหัวขบถคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของตัวกฎหมาย เขาไม่รู้ที่มาที่ไป เขารู้ว่ารัฐบาลทำหน้าที่ที่ควรทำไว้ไม่ถูกต้อง และมีความขัดแย้ง เกลียดชัง แบ่งแยกในสังคมด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาเข้าใจแค่นั้น แต่ถ้าคุณอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโจอี้ จะพบว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้ก็มีคุณค่าพอให้เราตระหนักได้ว่า แค่หนึ่งความพยายามของเด็กคนหนึ่ง ยังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกและความกระตือรือร้นของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมได้ขนาดนั้น มันสำคัญแค่ไหน เมื่อเทียบกับตัวเราเอง (ตอนวัยรุ่นนี่ทำอะไรกันอยู่ครับ?)

         จะว่าอย่างตรงประเด็นก็คือ โจอี้และอัลบั้มนี้ติดอยู่กับความคิดที่ไม่ได้ไปหน้ามาหลัง ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมองด้านบวก เปี่ยมไปด้วยความหวังแบบสุด ๆ เหมือนรุ่นพี่ Chance the Rapper หรือกล้าที่จะหนักไปทางต่อต้านแบบตัวบุคคล ทฤษฎี และศาสนาจัดแบบ Kendrick Lamar ดี เขาเลยตัดสินใจดำเนินรูปแบบอัลบั้มไปในมุมมองของความเข้าใจพื้นฐานของคนที่ถูกทำร้ายโดยอำนาจ ที่เขาเคยเข้าใจว่าถูกต้อง ซึ่งมันไม่ใช่หมายถึงแค่เขาคนเดียว ทุกคนที่ได้รับข้อความนี้ต้องรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเขาบ้างแหละ อย่าง 3-4 เพลงแรก โจอี้แนะนำอเมริกาให้คนฟังรู้จัก และสร้างจุดยืนของตัวเองในอเมริกาที่ว่านี้โดยอยู่บนความรู้สึกและความเข้าใจแบบง่าย ๆ ประกอบกับเพลงที่ตัวโน้ตยังกำหนดให้อยู่ในคีย์สดใส  บูมแบ็บ-ฮิพฮอพ ท่อนแร็พก็โฟลว ท่อนฮุกก็เรียบ แซมพลิงยังไม่จำเป็น ถึงตอน Breakdown ท้ายเพลงทำให้เรายังรู้สึกมีความสุขที่จะฟังต่อ เรื่อย ๆ จนเราตายใจกับความชิล (ซึ่งเนื้อหาจริง ๆ ก็ไม่ได้ชิล) เสมือนเรากำลังสนทนาการเมืองแบบไม่ซีเรียสกับเพื่อนสักคน ถึงเลวร้ายแต่ทุกอย่างคงจะเรียบร้อย พระเจ้าน่าจะอยู่ข้างเราอะไรประมาณนั้น

       จนกระทั่งมาถึงเพลง Land of The Free เรื่อยไปจนถึง Y U Don't Love Me ที่ผมชอบที่สุดของอัลบั้ม โจอี้เริ่มเหนื่อยพูดกับเรา และเบนความสนใจมาที่ตัวเองบ้าง โจอี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินหน้าไปอย่างยากลำบาก เพราะโดน Miss Amerikkkan (ผู้หญิงที่โจอี้ใช้เป็นตัวแทนของประเทศอเมริกา) คอยสะกิด กระชาก เรียกร้องเขาให้หันกลับมาดูประเทศก่อน ทั้งที่เขาก็ไม่เคยไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อน มันน่ารำคาญจนทำเขาเดือดซะเอง จนในที่สุดเขาต้องหันกลับมา ไม่ใช่เพื่อช่วย แต่เพื่อสั่งสอนบ้างว่าใครเป็นใคร ในเพลง Rockabye Baby โจอี้แสดงเลือดอันธพาลฝั่ง Crips ให้เราเห็นอีกครั้ง (ใช่ครับ ไอ้แก๊ง Blood Crips นี่มันลามไปถึงบรู๊คลินด้วย) รวมถึงการเอา Schoolboy Q คนนี้ Crips ตัวพ่อเลย มาร่วมแร็พซึ่งมันดันกลายเป็นท่อนที่น่ากลัวที่สุดในอัลบั้ม คิวบ์บอกถ้าคนรุ่นเขาและรุ่นก่อนต้องโดนกดขี่โดยผู้มีอิทธิพลโดยเฉพาะคนผิวขาวในอเมริกา ต่อไปลูกหลานของพวกคุณก็อาจจะต้องเจอกับความน่ากลัวรูปแบบเดียวกันในอนาคตด้วย ถ้าโจอี้กับคิวบ์จะสื่อว่าทั้งคนขาว,คนดำเริ่มซึมซับวัฒนธรรมและมีความคิดต่อต้านแบบฮิพฮอพเนี่ย มันก็จริงมากๆ เลยนะ

      เผื่อใครยังไม่อินกับไอเดียนี้ ลองชมคำให้การของเด็กคนหนึ่งที่โจอี้ใช้เป็นเสียงประกอบเพลงแรก ๆ นี้ดู


         หลังจากโมเมนต์นั้น อัลบั้มก็ดร็อปบรรยากาศเพลงมาที่ความชิลอย่างเดิม แต่ไม่ใช่คีย์ที่สื่อความรู้สึกแห่งความหวังอย่างเดียวแล้ว คือเป็นความรู้สึกดีที่เรายิ้มไม่ออก ตั้งแต่เพลง Ring the Alarm (ที่ค่อนข้างนอกเรื่องหน่อย) มาที่ Super Predator ที่กลับเข้าประเด็นเกี่ยวกับเด็กที่ได้รับอิทธิพลด้านลบ และโตขึ้นมาก็เกลียดสังคมเหมือนคนรอบตัวที่หล่อเลี้ยงเขาขึ้นมา ทุกอย่างนี้ทำให้โจอี้ต้องปลดปล่อยความรู้สึกทุกอย่าง ด้วยความท้อแท้ อัดอั้นตันใจ แบบตรงไปตรงมา แต่ก็ขาดความนึกคิดอย่างยิ่งเช่นกันในเพลง Babylon "To tell the truth, man, I'm fucking disgusted!" เพราะสุดท้ายแล้วเขาเข้าใจว่าทุกสิ่งที่เขาทำได้ก็แค่ส่งเสียงเรียกร้อง วิ่งหนี และดิ้นรนต่อไป อัลบั้มดำเนินมาถึงสองเพลงสุดท้ายสรุปความเป็นไป อนาคตของคนในสถานะประชาชนคนอเมริกา การอยู่เป็นตำนาน 'Legend' หรือ Amerikkkan Idol (ต้องใช้ความหมายโดยนัยของ KKK ในอัลบั้มนี้ด้วยนะ) ว่ามันจะเกิดขึ้นได้ด้วยความลำบาก รู้สึกผิด และความย้อนแย้งในตัวมันเองขนาดไหน

         บทสรุป ส่วนดีของอัลบั้มคือ คุณภาพ-โปรดัคชั่น-ไอเดีย ของแต่ละเพลงเรียกได้ว่ายกระดับจากอัลบั้มก่อน ๆ มาก โดยเฉพาะการออกแบบอารมณ์ความต่อเนื่องเป็นไปได้อย่างราบรื่น และคงคอนเซ็ปตลอดทั้งอัลบั้มก็ดีงาม ในส่วน feature J.Cole กับ Schoolboy Q ก็ช่วยได้เยอะ การแร็พอีก ทั้งการเล่นคำ หรือจะวัดกันแบบบาร์ต่อบาร์นี่ผมว่าโจอี้คือดีที่สุดในหมู่ดาวรุ่งแล้ว แต่ที่นี้ผมจะบอกจุดอ่อนของอัลบั้มนี้ให้ นอกเหนือจากการยัดเอาเพลงที่เน้นประเด็นส่วนตัวที่ไม่ค่อยจะเข้ากันในบางช่วงแล้ว ก็จะเป็นในเรื่องของวิสัยทัศน์ การที่โจอี้จะเรียกร้องบอกว่ารัฐบาล plotting (วางแผน) ควบคุมชีวิตเราไว้ หรือจะแนะนำให้เรา plotting เพื่อเป็นการโต้กลับของประชาชนเนี่ย พี่ต้องหาข้อยืนยันและความคิดที่โยงเหตุมาหาผลได้ฟังขึ้นกว่านี้ สังคมมีความตื้นลึกหนาบางต่างกันมาก อ่อนไหวมาก เหมือนที่เคนดริคเคยชี้ไว้น่ะครับ คนดำยังฆ่ากันเองอยู่เลย ผมไล่ให้ดูเลยก็ได้ว่าสิ่งโจอี้เคลมว่าเป็น "ความจริง" มีอะไรบ้าง 


" สิ่งที่รัฐบาลทำกับเราล้วนแต่เป็นชั่วร้ายอย่างสิ้นเชิง ใช้โฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายเรา สร้างสงครามตรงกลางระหว่างการแบ่งแยกสีผิว บีบให้เราหมดความอดทน เขาต้องการให้เราลุกขึ้นต่อต้าน เพื่อให้ง่ายสำหรับเขาในการฆ่าเรา จับเราเข้าคุก เหมือนที่ตำรวจทำกับคนดำ ฯลฯ "

        คือของพวกนี้คุณสามารถหาอ่านตามเว็บคลิกเบ็ททั่วไป หรือหาฟังจากอัลบั้มฮิพฮอพยี่สิบสามสิบปีที่แล้วก็ได้ ซึ่งเขาทำได้สอดคล้องกับสถานการณ์กว่าตอนนี้เสียอีก อัลบั้มนี้เหมือนเป็นการตอบรับการมาของ Donald Trump แต่ดันใช้ตัวอย่างเหตุการณ์แย่ ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนเขาเข้ามา ในการด่า ซะงั้น

        อีกอย่างคือตลอดอัลบั้มโจอี้ใช้คำว่า Feel like บ่อยเกินไปจนความน่าเชื่อถือมันลดลง คุณจะปลุกระดมคนเพราะ "มันเป็นฟีลลิ่ง" ไม่ได้ครับ "Time to wake the fuck up and do our research" ม่ายช่ายย พี่ต้องมี "Research" ก่อนสิถึงจะทำให้คน "wake the fuck up" ได้  การกระตุ้นให้คนอื่นรับรู้ความจริงและทำสิ่งที่ถูกเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ผู้พูดควรทำให้แน่ใจก่อนว่าข้อเรียกร้องของตัวเองมาจากการพิจารณาในระดับปัญญาชนแล้ว เข้าใจระบบอย่างถี่ถ้วนแล้ว เหมือนการเผยแพร่ศาสนาไงครับ ไม่งั้นมันก็จะเหมือนการโดนผู้ใหญ่เขกหัวให้เรา "จงทำดี จงทำดี" หรือฟังคนในทีวีบอก "รัฐบาลนี้โกงกิน ล้มมัน" โดยที่เราก็ไม่รู้จะทำไปทำไม อัลบั้ม "All-Amerikkkan Bada$$" จึงเป็นเหมือนเรียงความที่ไม่มีหัวข้อในการศึกษา เหมือนบทความที่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน โจอี้จดปัญหาสังคมจากหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มาติดเป็นคำคมติดป้ายประท้วงให้เราอ่านกัน

เพลงที่ชอบ : Y U Don't Love Me, Rockabye Baby, Temptation, For My People, Land of The Free, Devastated


Joey Bada$$ : All-Amerikkkan Bada$$(Year)
Pro Era / Cinematic
By Jitrpanu 05/05/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »