Review | J.Cole - 4 Your Eyez Only


           ใช่ครับ นอกจากเจโคลที่จะดูเหนื่อยหน่ายกับการทำเพลงเต็มที มันส่งผลถึงผู้ฟังอย่างเราด้วย การฟังอัลบั้มเจโคลเป็นอะไรที่ลำบากใจเสมอ ประการหนึ่ง ด้วยมุมมองแบบบุคคล 'เจอเมน ลามารร์ โคล' (เฮ้ย ผมก็พึ่งรู้ว่าแกชื่อกลางเดียวกับเคนดริค) เป็นคนดีคนหนึ่ง เป็น Good Guy ของฮิพฮอพที่ได้รับความรักจากทั้งแฟน ๆ และคนในวงการ โคลยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเองตั้งแต่อัลบั้มแรก เพลงของเขาส่วนมากเป็นเพลงลักษณะเข้าถึงอกถึงใจคน ทุกเพศทุกวัย เขาจริงใจและพยายามมาตลอดที่จะสร้างภาพอยู่ในฐานะเพื่อนบ้านผิวสีของคุณคนนึง จากเด็กที่เติบโตมาในสังคม เจอทั้งเรื่องดีและร้าย เขามีเพลงที่อยากทำ ความฝันที่อยากบอกเล่า มีความจริงที่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่เคยถือตัวยิ่งใหญ่เป็นบุคคลสำคัญ เป็นคิงเป็นเทพเหมือนแรปเปอร์คนอื่น และด้วยเหตุผลเดียวกับข้างบนนั้น น่าเสียดาย นอกจากความสำเร็จในเชิงพาณิชย์แล้ว ความสามารถของเจ-โคลในฐานะศิลปินไม่เคยก้าวหน้าไปไหนเลยตั้งแต่เริ่มต้น

I Don't Want No Picture With The President
I Just Wanna Talk To The Man

         โดยเฉพาะกับอัลบั้มนี้แล้ว คุณจะเห็นได้เลยว่าความพยายามของโคลคราวนี้เขา ' ติดดิน ' ขนาดไหน โคลกระโดดจากหลังคาในปกอัลบั้มที่แล้วลงมาคลุกคลีกับคนแบบตัวต่อตัวในปกอัลบั้มนี้ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างคอนเซ็ปใหม่ที่โดยรวมแล้วหมายถึง 'การแก้ปัญหาจากตัวบุคคลก่อน' โดยใช้ตัวอย่างเหตุการณ์แย่ๆ จากตัวเขาเอง เพื่อนเขา รวมถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ออกข่าวโด่งดังมากมาย เหล่านี้ นำมาใช้เข้าเป็นหัวข้อพูดคุยกับคนในท้องถิ่นว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เราควรจะเริ่มตรงจุดไหนก่อนดี สังคมเคยให้อะไรกับเรา และเราจะให้อะไรกับสังคมได้บ้าง จากแนวคิดนั้น จะเห็นได้ว่าโคลทำการบ้านมาดีพอสมควร ในทางปฏิบัติ โคลลงพื้นที่ศึกษาสภาพแวดล้อมด้วยตัวเอง น่าจะตั้งใจว่าจะได้ไอเดียเอาไปทำเพลงต่อเพลงจากวิธีนั้นเลย โคลออกงานคลุกคลีกับคนดังๆ น้อยลง และยังคงความตั้งใจเดิมที่จะไม่มีแรปเปอร์คนไหนมา feature ในอัลบั้มเลย เพราะมันเป็นเรื่องของเขา ปฏิบัติกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเขาเท่านั้น หากใครอยากเห็นภาพ โคลก็ปล่อยสารคดีประกอบอัลบั้มพร้อมให้เราชมแล้วด้วย



        ถ้าไม่รวมเพลง Everybody Dies กับ False Prophets ที่ปล่อยออกมาขำๆ ก่อนหน้านี้ (เป็นประเด็นด้วยนิดนึง) ตัวอัลบั้มหลักจะมีคอนเซปที่ชัดเจนกว่า มีเนื้อเรื่องที่ดำเนินอย่างปะติดปะต่อในตัวมันเอง ถึงธีมของแนวเพลง, วิดีโอจะหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่สองเพลงนั้นเป็นเหมือนความคิดที่แยกไปจากโครงเรื่องหลักของอัลบั้มที่โคลอยากนำเสนอเราจริงๆ ซึ่งทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้มเป็นลำดับเหตุการณ์ ที่มีความสำคัญกับช่วงชีวิตและความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ของเขา ลองมองที่เพลงแรกก่อน 'For Whom the Bell Tolls' (ผมชอบบีทนะ ผู้จัดการโคลเขาบอกไปขุดเจอจากโปรดิวเซอร์ Soundcloud ที่ไหนไม่รู้ แต่ตัวเพลงกับเนื้อเพลงมันมิกซ์มั่วไปหน่อย) โคลที่อายุเกินเลขสามแล้ว ไม่อาจหนีพ้นจากสภาพความเป็นผู้ใหญ่ที่บรรทัดฐานสังคมขีดเส้นไว้ เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เมื่อระฆังดัง เขาเกิดความสงสัยในจุดเปลี่ยนที่ตัวเลขจะเป็นสัญญาณสำคัญอะไรหรือเปล่า ที่ผ่านมาเขาทำอะไรไปบ้าง แล้วต่อไปจะเป็นยังไง โคลเริ่มเล่นกับความคิดเกี่ยวกับการเลิก-เลิกทำเพลง-เลิกใช้ชีวิตแบบคนดัง หรือเลิกมีชีวิตไปเลย และมีชื่ออยู่ต่อไปในสถานะตำนานก็พอ แบบในเพลง Immortal และ Ville Mentality เพราะตั้งแต่เริ่มจนตอนนี้ยิ่งเวลาผ่านก็ยิ่งมีแต่เรื่องร้ายๆ เพิ่มเข้ามาในสายตาของเขา และมันไม่ใช่สิ่งศิลปินทุกคนจะสามารถแบกรับไว้เป็นไอเดียในการสร้างสรรค์งานไปได้ตลอดชีวิต

          สังเกตไหมครับว่าผมพูดข้ามเพลง Deja Vu มา เพราะมันเป็นไอเดียหลักเลยแหละที่เจโคลคิดได้ เขาใช้ภาพชีวิตของเพื่อนเขาคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปนานแล้ว (James นามสมมติ) เป็นการเล่าเรื่องเพื่อสะท้อนไปมาระหว่างตัวเจโคลเองกับคนๆ นั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อตอบรับคำขอสุดท้ายที่บอกว่า ถ้าเขาตาย ขอให้โคลเล่าเรื่องของเขา(James)ให้ลูกสาวฟังเมื่อเธอพร้อม ว่าพ่อของเธอต้องเจออะไรก่อนที่จะมีเธอในชีวิต Deja Vu ก็เป็นเหตุการณ์ตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเล่าได้ทั้งชีวิตส่วนตัวของโคลและเจมส์เอง เนื้อเพลงง่ายๆ โหลๆ เกี่ยวกับการตกสาวในคลับ ซึ่งเชื่อว่าทั้งคู่ก็ต้องมีประสบการณ์นี้แหละครับ ใช้เพลงนี้บวกกับอีกสามเพลงก่อนหน้านี้เป็นข้อยืนยันไอเดียนี้ได้ เพราะเจมส์เองก็คงมีช่วงที่สับสน หน่วงๆ ในชีวิตเหมือนกัน จนมันมาชัดเจนในเพลงต่อมา ส่งต่อไปถึงธีมส่วนที่ช้าและผ่อนคลาย She's Mine Pt.1 และ Pt. 2 คือช่วงที่โคลเริ่มเล่าเกี่ยวกับส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน...ครอบครัว เริ่มที่ความรัก ชีวิตคู่ จนถึงการมีลูกที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่ง เขาอาจจะยอมตายเพื่อเพื่อนได้ แต่คงไม่มีเพื่อนคนไหนมานั่งประคับประคอง ถะนุถนอมเอ็นดูกัน เป็นความหมายของความรักคนละแบบ ที่เจมส์และโคลเองก็รู้สึกได้

แต่จะว่าก็ว่าเถอะครับ ไอ้เพลง Foldin Clothes (พับผ้า) เนี่ย..


         ผมไม่มีปัญหาอะไรกับการเป็นพ่อบ้านใจกล้าหรอก แต่ไอ้การที่มันมีเพลงนี้ในอัลบั้มนั่นแหละครับที่เป็นปัญหา เป็นการออกแบบเพลงที่ใช้ถูกจุดประสงค์ แต่ผิดที่ผิดเวลาอย่างไม่น่าเชื่อ โคลยังใช้เสียงจริงจังคอขาดบาดตายที่ต่อเนื่องจากสองเพลงก่อน แต่พอมาใช้กับเพลงนี้ที่เนื้อเพลงมันมีท่อนแบบ ที่รักนอนอยู่โซฟา ดื่มนมอัลม่อน ดู Netflix แล้วก็นั่นแหละครับ 'ฉันพับผ้าให้เธอนะ' (มีครั้งหนึ่งผู้จัดการกับเพื่อนแวะไปบ้านโคลและเห็นโคลกำลังนั่งพับผ้าอยู่จริงๆ ด้วย ขำกันขี้แตก) ดีอยู่ที่สุดท้ายโคลก็ร่ายต่อแบบเนียนๆ ในท่อนสอง ที่เขาเห็นว่าความรุนแรงและความอ่อนโยนมันรวมอยู่ในตัวคนเรายังไง และเราจะออกความคิด-แสดงออกอย่างไรจึงจะถูก อันนี้ก็ใช้ได้ครับ เพราะไม่ว่าไอ้หนุ่มอันธพาลค้ายาฆ่าคู่อริ หรือต่อต้านคนหัวชนฝายังไง ที่ผมเห็นมันก็มีศักดิ์ศรีในความคิดมัน มันรักเพื่อนรักครอบครัวมัน ก็แค่พวกนั้นเขาไม่เคยย้อนคิดดูว่าทำไมเขาไม่คิดแบบเดียวกันกับคู่อริ หรือเพื่อนมนุษย์คนอื่น ไม่ลองเปิดใจให้ตัวเองบ้าง แบบในเพลง 'Change' เท่านั้นเอง

          มีตัวอย่างที่สุดยอดอันนึงเลย คือเพลง Neighbors ที่ค่ายเพลงเจโคลจะมีสตูดิโอห้องอัดย่อยที่เขาเรียกกันว่าบ้าน Sheltuh ให้คนในค่ายแวะเวียนไปทำเพลง คิดไอเดียอะไรในนั้น ทีนี้มันก็เลยเป็นภาพให้เพื่อนบ้านเห็นในลักษณะว่า ที่ปิดมิดชิด คนผิวสีแต่งตัวแปลกๆ เดินเข้าเดินออกตลอดเวลา บางครั้งก็มานั่งดูดปุ๊นกันข้างนอก เขาเลยแจ้งความไปว่าบ้านนี้ไม่เสพก็ขายแน่นอน ทีนี้ทั้งตำรวจหน่วยสวาทพังประตูบุกเข้าไป โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลย ทั้งหมดที่ทีมตำรวจเจอก็มีแต่เครื่องมืออุปกรณ์อัดเพลงเท่านั้น ก็ได้เป็นข้อคิดพร้อมความหัวเสียไปตามๆ กัน เจโคลเองก็ไม่พลาดนำเคสมาอธิบายถึงความมักง่ายของการตัดสินคนของคนทั่วไป ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมันเริ่มที่ภายในใจพวกคุณเอง เพราะงั้นเลิกใส่หน้ากากเข้าหากันแล้วทำอะไรลับหลังแบบนี้ได้แล้ว (เฉียบ!) ถึงสุดท้ายแล้วโคลจะบอกขำๆ ว่าเขาก็ขายจริงๆ นั่นแหละ แต่เขาทำเพลงขาย ที่เสพติดได้เหมือนยาเลยทีเดียว

           เพลงท้ายสุดและสำคัญที่สุด สรุปทั้งอัลบั้มในเพลงเดียว และเราไม่ได้ประชดเลยจริงๆ เพลงอื่นมันแทบไม่จำเป็นเลยในแง่ของเนื้อหาถ้าคุณมีเพลงนี้อยู่แล้ว 4 Your Eyez Only เพื่อดวงตาของคุณเท่านั้น? มันหมายถึงดวงตาลูกสาวของเจมส์เมื่อเธอได้มอง ได้รู้จักและเข้าใจพ่อของเธอ ได้เห็นโลกที่แท้จริงแล้ว และมันยังสามารถหมายถึงดวงตาของเราทุกคนด้วยครับ เมื่อมองว่าโคลเป็นคนเล่าเรื่องทั้งคู่นี้ อ่านตามดีๆ นะครับ โคลบอกเด็กสาวว่า พ่อเธอตาย เพราะสังคมมันเป็นอย่างนี้ ณ เวลาเดียวกัน โคลก็บอกเราว่า ที่สังคมเป็นอย่างนี้ พ่อของเด็กคนนั้นจึงตาย เป็นไอเดียที่วิเศษและสวยงามมาก ผมเคารพมัน เคารพจิตใจของชายคนนี้ แต่ไม่ว่าผมจะชอบเขาเป็นการส่วนตัวแค่ไหน ก็ทำใจชอบงานเพลงแบบอัลบั้มของเจโคลไม่ได้อยู่ดี ความคิดต่างๆ ที่ผมมั่นใจว่าเขาคัดกรองอย่างดีมาแล้ว จากจิตใจของเขา แต่ผลการนำเสนอมันต่างออกไป ความเรื่อยเปื่อยไร้ทิศทางในการจัดลำดับความสำคัญของเนื้อเรื่อง ผมไม่มั่นใจนักว่านอกจากแฟนเพลงของเขาแบบผม จะมีใครมานั่งจับประเด็นเรียบเรียงความเข้าใจแบบท่อนต่อท่อนแบบนี้หรือเปล่า เพราะโคลทำให้มันเสียเวลาและน่าหงุดหงิดอยู่พอสมควร ที่สำคัญ ความซ้ำซากและครึ่งกลางๆ ของงานส่วนโปรดัคชั่น อันนี้รู้สึกว่ามาตรฐานต่ำกว่า 2014 Forest Hill Drive เสียอีก เจโคลรู้สึกอย่างไรก็โพล่งออกไปอย่างนั้น มีบีทแบบไหนก็ใช้ๆ ไปก่อน มันตรงประเด็น ดีบ้าง แปลกๆ บ้าง เหมือนฟังเขาพูดกับเรามากกว่าร้องเพลง แต่ขณะเดียวกันมันก็ไปตัดทอนส่วนของคุณลักษณะของงานศิลป์ ซึ่งเจโคลจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างความสมดุลในส่วนนี้ได้เลย ถ้าเจโคลลองให้เวลากับตัวเองอีกหน่อย พักผ่อนบ้าง รอเวลาเพื่อเค้นศักยภาพ และสร้างคาแร็คเตอร์ที่หลากหลายมากขึ้นให้กับตัวเอง ผมเชื่อว่าแกจะยังทำอะไรได้มากกว่านี้อีก

เพลงที่ชอบ : 4 Your Eyez Only, Neighbors, Change, Immortal


J.Cole : 4 Your Eyez Only (2016)
Dreamville / Roc Nation / Interscope
By Jitrpanu Palarit 09/05/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »