Review | Cashmere Cat - 9


            Magnus August Høiberg หรือ Cashmere Cat ดีเจ โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลงหนุ่มขี้อายจากนอร์เวย์ คลุกคลีอยู่ในวงการเพลงกระแสหลักมานาน มีโอกาสได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินน้อยใหญ่ ตั้งแต่ระดับสายป๊อปขึ้นชื่ออย่าง MØ, Charli XCX, Shakira, Britney Spears, Halsey, Miguel, Tinashe, Tory Lanez, Ariana Grande รวมถึงแรปเปอร์ Travis, Ty Dolla Sign, Kid Ink, Ludacris, Ferg, G-Eazy ไปจนถึงจุดที่เรียกว่าได้เกิดสำหรับเขา คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในงานโปรดิวซ์หลักให้อัลบั้มล่าสุดของ The Weeknd และ Kanye West เป็นข้อยืนยันสำหรับความไว้วางใจของทุกคนที่มีต่อความสามารถของแคชเมียร์ แคท เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 3 เขาจึงมีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นของตัวเองบ้าง ต่อเนื่องมาจากสองอีพีแรกที่ผลตอบรับเหมือนเป็นกำลังสนับสนุนให้เขาเดินหน้าโปรเจ็คใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยบารมีเก่า เขาสามารถดึงเอาศิลปินที่เคยช่วยงานมาร่วมให้เสียงร้องและออกแบบตัวเพลงตลอดทั้งอัลบั้ม


            งานของแคท (ขอเรียกแคทนะ น่ารักดี) ตามที่เคยสัมภาษณ์ไว้ ด้วยความสามารถที่มีอยู่ เขาจะทำเพลงอาร์แอนด์บี ป๊อปใส ๆ หรือแร็พแบงเจอร์ก็ยังได้ แต่ด้วยโอกาสแรกที่มาถึง เขาเลือกที่จะปูพื้นอัลบั้มให้อยู่ในกรอบที่เขาถนัด ที่เขารู้สึกว่ามันใช่ ทำออกมาแล้ว ไม่พัง ซึ่งผมเห็นด้วยในเรื่องของการเซฟตัวเองในฐานะพวกหน้าใหม่ แต่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าอัลบั้มนี้ก็ยังมีโครงสร้างองค์รวมที่ประกอบจากแนวคิดในเชิงทดลอง ลองผิดลองถูก ระหว่างอิเล็คโทรนิคส์ เสียงสังเคราะห์ทั้งหลาย และแบบแผนของเพลงป๊อปร่วมสมัย จะเห็นได้ชัดเจนในส่วนเนื้อเพลง ทัศนคติที่แต่ละเพลงนำเสนอ ไม่ได้เกินไปกว่าเรื่องของความรัก แอบรัก รักแรง หึงหวง ไปจนถึงการเลิกรา ที่เพลง 'Plz Don't Go' ตามความเข้าใจผม คือทั้งอัลบั้มประกอบขึ้นจากอีเวนท์ ๆ นึง ตามปกอัลบั้ม และในเพลงหลัก '9' เขาตกหลุมรักสาวคนหนึ่งที่หลังเวทีแต่ไม่ได้คว้าโอกาสตรงนั้นไว้ แล้วมาเสียดายทีหลัง แค่โมเมนต์ตรงนั้นอย่างเดียวเกิดเป็นไอเดียที่สะท้อนอารมณ์หลากหลาย อาจจะมาจากเรื่องจริง หรือมโนเอาก็ได้ ตามแบบคาแร็คเตอร์ศิลปินหนุ่มจืดของแคทเองนั่นแหละ ซึ่งบทบาทตรงนั้นเขาไม่ได้ใช้ตัวเองเป็นคนนำเสนอ แต่เป็นเสียงของศิลปินที่เป็นตัวแทนในคอนเทนท์แต่ละเพลง

          ซึ่งไม่ว่าจะออกมาดีหรือไม่ ถ้ามองในความพยายามรักษามาตรฐานของทุกคนให้เสมอกันตรงนี้ก็ยังถือว่าเขาทำได้ดีมาก แม้แต่เพลง 'Wild Love' ที่มี The Weeknd มาช่วยร้อง แคทก็ไม่ได้ทำให้เรามีความรู้สึกว่าตัวเพลงหรือตัวเขามีความโดดเด่นมากกว่าคนอื่นในอัลบั้มเลย ออกจะเป็นเพลงด้อยของอัลบั้มด้วยซ้ำไป ลองฟังเสียง เอ๊อ๋ออห์ ช่วงท้ายเพลงดูสิครับ (เข้าใจอยู่หรอกว่าแกมีอิทธิพลจาก Daft Punk) ตั้งแต่เพลง 'Night Night' , 'Europa Pools' ไปจนถึง 'Quit' แคทตั้งใจให้ความรู้สึกตรงนี้ผ่านไปแบบเศร้าสร้อย สับสน แต่ก็ยังเป็นความรู้สึกสดใสอยู่ ด้วยการใช้รูปแบบเพลงป๊อปง่าย ๆ ผสมผสานกับแทรปสไตล์หลังปี '10 เป็นต้นมา โดยเฉพาะเพลง 9 ซึ่งอันนี้ชัวร์ ๆ เลยว่าได้แรงบันดาลใจจากงานของ SOPHIE เป็นหลัก ตัวอัลบั้มไม่ได้เกินความคาดหมายผมมากนัก จนกระทั่งมีเพลง 'Infinite Stripes' เข้ามา อึ้งเลย ไม่คิดว่าเสียงแบบ Ty Dolla $igh จะเข้ากับบีทที่มันดรีมมี่นุ่มนวลได้ขนาดนั้น ความเจ็บปวดในน้ำเสียงที่มันแผ่ซ่านเนี่ย ถึงความหมายจะเป็นมุมมองส่วนตัวของเขาเอง แต่มันก็เหมือนเป็นดึงเอาจุดสนใจจากเพลงก่อนหน้ามาขึ้นจุดพีคที่ช่วงนี้เท่านั้นเอง แล้วยังขับอารมณ์ต่อได้ที่เพลง 'Victoria's Veil' ที่ผมชอบการขยี้ความรู้สึกของเพลงที่มัน ขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยซาวน์สังเคราะห์ทุกประเภทยำใส่กันจนเดาทางไม่ถูก พอจะจบอย่างจริงจังเขาก็ใช้แซมพลิงจากป๊อปบัลลาดช่วง 80 ตบเราอีกที อันนี้ขำก๊ากเลย (ด้วยความดีงามของมัน)



             ผมหวังเหลือเกินว่าอัลบั้มจะจบแค่ตรงนั้นไปเลย หรือเอาไว้แค่เพลง 'Love Incredible' ก็ได้ เพราะเพลงที่เหลือไม่ได้จับความสนใจสำหรับเราได้เลย เป็นช่วงที่แคทเข้าใกล้แบบแผนของป๊อปตลาดมากเกินไป โดยเฉพาะไอ้ 'Trust Nobody' ป๊อปเฮาส์โหล ๆ เพลงนึงที่มันแย่จนน่าเสียดาย บางทีแคทอาจจะอยากนำเสนอเพลงป๊อปทุกรูปแบบในอัลบั้มเดียว หรืออาจจะไม่ได้ตั้งใจเลยก็ได้ ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเปรียบเทียบกับสองอีพีแรกเฉพาะตัวบีทยังฟังดูดีกว่านี้เสียอีก วิเคราะห์ภาพรวมตลอดทั้งตัวอัลบั้มผมก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเป็นสตูดิโออัลบั้มเต็มเท่าไหร่เลย ผมจะไม่บอกหรอกว่าเขายังไม่พร้อม คือเขาน่าจะพร้อมตั้งแต่ได้ประสบการณ์ทำเพลงกับคานเย่แล้วล่ะ ทั้งด้านไอเดียและการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเอง อัลบั้มนี้ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีกับแคชเมียร์แคทมากขึ้นเท่าไหร่ แต่ทำให้ผมสนใจมากกว่าว่าเขาจะทำอะไรต่อไปเมื่อได้ลองเดินก้าวแรกด้วยผลงานชิ้นนี้แล้ว

เพลงที่ชอบ : Infinite Stripes, Victoria's Veil, 9


Cashmere Cat : 9 (2017)
Interscope / Mad Love
By Jitrpanu Palarit 19/05/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »