Review | Big Sean - I Decided


           " ก็ไม่แย่นี่ " ความคิดแรกที่แวบเข้าหัวเข้าหัวตอนฟังครั้งแรก เป็นความประทับใจแรกที่โคตรตรงข้ามกับสองอัลบั้มแรก ที่เราสาบานว่าจะไม่หยิบมาฟังอีกแล้ว รวมถึงอัลบั้มสาม ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าแกพยายามจะทำอะไร ต่างจากอัลบั้มนี้ที่ผมรู้สึกถึงอะไรที่จับต้องได้ เห็นภาพที่ส่งผ่านกันไปมาระหว่างเพลง มีความหมายให้เสียเวลาคิด แต่ไม่ว่าอัลบั้มนี้จะดีแค่ไหน ก็น่าเห็นใจ เพราะมีเรื่องนึงเป็นประเด็นที่แฟนเพลง Big Sean มักจะเถึยงคอขึ้นเอ็นว่า สไตล์การทำเพลง โฟลว หรือแม้กระทั่งการเล่นเสียงตัวเองให้เข้ากับระดับอารมณ์ของบีท ทุกอย่างนี้ Drake ขโมยไปจากฌอนทั้งสิ้นตั้งแต่แรก แล้วดันทำได้ดีกว่า ผมพยายามสังเกตดูมันก็ไม่ได้คล้ายอะไรจนน่าเกลียดหรอก ช่วงแรกๆ นะ เพราะเสียงฌอนกับเดรคตอนนั้นคีย์มันยังไม่ได้ใกล้กันมาก แต่พอมาอัลบั้มนี้พอฌอนเสียงเริ่มทุ้ม เริ่มรู้สึกได้ถึงความกร่างในน้ำเสียง ซึ่งมันสบายหูกว่าเยอะเลยเมื่อเทียบกับเสียงที่บีบอ้อแอ้น่ารำคาญเหมือนเมื่อก่อน แต่กลายเป็นว่ามันดันเหมือนไปหมุนโทนให้คล้ายเสียงเดรคเข้าไปอีก จนผมสงสาร เพราะเดรคแกก็ใช้เสียงลักษณะนี้ทำเพลงจนแทบหาความแตกต่างของแต่ละเพลงไม่ได้แล้ว

            ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่าแกไม่เคยพยายามทำอะไรดี ๆ เลย ฌอนเป็นคนมีทัศนวิสัยคนนึงครับ ที่เคยดูสารคดีจากอัลบั้มก่อน ๆ และบทสัมภาษณ์ เขาพยายามเสมอในการทำเพลงที่สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเกิด ดีทรอยต์ หรือสภาพสังคมที่เขาอาศัยอยู่ ผ่านมุมมองชีวิตส่วนตัวเขาเอง ประเด็นคือเขาเน้นอย่างหลังมากไป ฌอนคลั่งไคล้ใน "ชื่อเสียง" มาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ ตั้งแต่คานเย่รับเข้าสังกัด เขาติดนิสัยสร้างภาพชีวิตแรปเปอร์ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่คำนึงถึงว่าคนฟังเองก็ต้องการเห็นอะไรต่าง ๆ ในตัวศิลปินแบบบุคคลผ่านบทเพลง มากกว่าแค่คนดังยืนร้องเย้ว ๆ ว่าตัวเองเจ๋งอย่างนู้นอย่างนี้ไปตลอด ถ้าคุณมัวโอ้อวดแต่เรื่องเดิม ด้วยน้ำเสียงเดิม ๆ โฟลวเดิม ๆ (ซึ่งในระดับของฌอนก็ไม่ได้ถึงขั้นว่า "ดี" อะไรเลย) จากความชื่นชมและชื่นชอบก็จะกลายเป็นเอียนไป โชคดีเหลือเกินที่ครั้งนี้ฌอนรับรู้ถึงจุดด้อยของตัวเองข้อนี้ และนำมาปรับปรุงเพื่อสนองความต้องการของคนฟังเพลงจริง ๆ จัง ๆ มากขึ้น 

             ส่วนหนึ่งก็คงต้องการให้ตัวเองยังมีส่วนในการแข่งขันระหว่างศิลปินหน้าใหม่ด้วย เพราะถ้าลองเทียบกับห้า-หกปีที่แล้วถ้าจำได้ก็จะมีแต่พวก CA$H Money พวกรุ่นเก่าที่เริ่มจืดๆ ไป แล้วก็กลุ่มคานเย่ที่โลดแล่นอยู่บนหน้าข่าวทุกวัน จนเริ่มมีหน้าใหม่ทยอยเข้าสร้างสีสันมากขึ้น ที่จริงอยากพูดถึงเพลง "Control" ของบิ๊คฌอนเองด้วย เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ดราม่าอันนึงที่ Kendrick Lamar ทำการกระตุ้นแร็พเกมให้ดุเดือดได้อีกครั้ง ตบหน้าเรียงคนด้วยอารมณ์ประมาณเตือน ๆ ว่าพวกมึงทำอะไรกันอยู่วะ ด้วยท่อนที่แสบสันต์ซึ่งก็ไม่ใช่เพลงตัวเองด้วยซ้ำไป แต่เดี๋ยวจะยาวและนอกเรื่องอัลบั้มนี้มากไป อาจล่วงเกินคุณฌอนนี้ด้วย แต่มันสำคัญเหมือนกันถ้าจะพูดถึงในแง่ที่ว่า ผลงานเพลงของฌอนตลอดอัลบั้มที่ผ่านมาเขามักโดนศิลปินที่เข้าร่วมร้อง ไม่ว่ารุ่นใหญ่รุ่นเล็ก กลบรัศมีไปซะหมด อย่างเช่นเพลง Blessing หนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของเขา คนก็มักจำเพราะมีเดรคอยู่มากกว่า หรือจะเป็น IDFWU กับ All Your Fault (ที่ผมชอบเป็นพิเศษ) และเพลงอื่นๆ ก็เหมือนจะมีสิ่งที่เป็นลายเซ็นของคานเย่คอยจูงมือเขาไปจนจบเพลงเสมอ มันขัดแย้งกับความตั้งใจที่ฌอนพยายามดึงคนดังมามีส่วนในเพลงเพราะแค่จะสื่อว่าเขาก็ดังเหมือนกันนะ ระดับ "นี้" เลย ถ้าคุณทำได้ไม่เจ๋งพอไปงัดกับแขกรับเชิญได้ มันก็กลายเป็นการลดคุณค่าตัวเองไป เป็นอีกข้อหนึ่งที่ฌอนในอัลบั้มนี้แก้ไขได้สำเร็จ


          กลับมาที่ตัวอัลบั้ม 'I Decided' เป็นคอนเซ็ปที่เข้าใจง่าย เหมือนกับเพลงในอัลบั้มที่เข้าถึงง่าย ตามภาพปกอัลบั้มด้านบนจะมี Big Sean สองคนยืนอยู่คนละฝั่ง คนนึงจะเป็นเขาคนปัจจุบัน อีกฝั่งจะเป็นฌอนเมื่อแก่ชราไปแล้ว แต่ทั้งคู่ยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ฌอนเริ่มเพลงแรก 'Intro' ด้วยบรรยากาศลึกลับ โทนเย็น เสียงของเขาตอนแก่คร่ำครวญพูดถึงชีวิตในอดีตหลังจากมีครอบครัวแล้ว เกี่ยวกับ "ทางเลือก" ที่เขาเคยเลือกเดินสมัยหนุ่มๆ เขาอาจจะกำลังพูดกับพระเจ้าหรือใครก็ตามที่มีส่วนในทางเลือกนั้น หลักๆ แล้วเป็นไปในลักษณะเสียดายและต่อมาก็มีเสียงรถค่อยๆ ดังตัดเสียงอื่นไป ผ่าม! ระฆังสวรรค์ตัดภาพเพลงกลับมาที่ฌอนในปัจจุบันอีกครั้ง ในเพลง 'Light' บรรยากาศยังเป็นไปแบบเบาบาง สบายๆ ฌอนที่น้ำเสียงจริงจังแต่มีความเศร้าจางๆ พูดถึง "แสง" ในความคิดของเขาคือแสงที่อยู่ในตัวเราทุกคน เป็นแสงที่ปกป้องเรา รอวันเฉิดฉาย ทั้งตอนมีชีวิตอยู่ หรือเมื่อมันนำพาเราไปสู่แสงสุดท้าย (สวรรค์) เมื่อเราตายไปแล้ว ประทับใจในความสวยงามอันนี้มาก

           ขอย้ำก่อนว่ากรอบไอเดียตอนนี้ยังอยู่ที่ชีวิตปัจจุบันของฌอน การดิ้นรนต่อสู้ในฐานะศิลปินที่มีชื่อเสียง 'Bounce Back' ฌอนผู้ไม่ยอมรับคำว่าแพ้ ยืนยันว่าเขาสามารถสวนกลับคนที่คิดโจมตีเขาแบบไม่ทันตั้งตัวได้ ขณะที่โทนเพลงยังกดต่ำได้ดีต่อเนื่องจากเพลงที่แล้ว จะเร็วขึ้นแค่จังหวะที่ปรับตามอารมณ์ที่เน้นหนักมากขึ้นในเนื้อหาของฌอน เช่นเดียวกับเพลงต่อมา 'No Favors' หลังจากยกระดับตัวเองจากไอ้ขี้แพ้ แต่ตอนนี้กูใหญ่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครแล้ว แต่เพลงนี้มันย้อนแย้งมาก พี่แกดันไปขอให้ Eminem มาช่วยแจม เป็นไงล่ะครับ เกือบตายคาบ้าน แต่ฌอนที่ฉลาดขึ้นพอตัวเลยเพิ่มท่อนตัวเองต่อท้ายอีกหน่อยเพื่อเตือนความจำคนฟังได้ว่านี่เพลงใคร อัลบั้มดำเนินต่อไป นอกเหนือจากเพลง 'Same Time, Pt. 1' ที่หลุด ๆ จากอัลบั้มหน่อย (เห็นว่าเอามาใส่เพื่อให้มันต่อเนื่อง โปรโมทไปต่อกับ Pt. 2 ในอัลบั้มอื่น ถ้าไม่ของ Jhene Aiko แฟนแก ก็ Twenty88 คนที่ feature ในเพลงนี้) ก็ยังอยู่ในแง่ของการนำเสนอชีวิตด้านต่าง ๆ ของฌอน เช่น ความรัก 'Jump Out The Window' เพลงโชว์เก๋าอีกเพลง 'Moves' บีทก็เยือกเย็น เนื้อร้องก็เลือดเย็นสัส ๆ ครับเพลงนี้ สนุกมาก เอ้อ อีกอย่างนึง ทั้งอัลบั้มนี้มีคนนึงที่สำคัญมาก ต้องยกเครดิตให้ในส่วนการคุมงานโปรดิวซ์ 'Metro Boomin' สุดยอดนักออกแบบบีทที่ร้อนแรงสุดแล้วตอนนี้ ฮิพฮอพฮิตๆ สมัยใหม่ตามยูทูปที่คุณเห็น มีเขาอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น อัลบั้มนี้ถึงมันจะเสร็จไปแล้ว ฌอนยังถึงกับเอ่ยปากขอให้เขาช่วยดูอีกหน่อย และเมโทรก็สามารถยกระดับให้มันดีกว่าเดิมได้จริง

        จนกระทั่งมาถึง 'Owe Me' (ขอโทษครับ แต่เพลงมันโคตรเดรคเลย) เป็นต้นไปบรรยากาศมันเริ่มดาร์คจน ความเครียดวิตกกังวลเริ่มเข้ามาแทนที่ชีวิตของชายเสเพลคนหนึ่ง  ทำให้เขาเริ่มได้คิดถึงสิ่งที่ทำอยู่และจะทำต่อไป ทำให้ตัวคอนเซปเองก็กลับมาต่อเนื่องและเข้าที่เข้าทางเช่นกัน จากอารมณ์คูล ๆ ไม่แคร์โลก ตอนนี้ฌอนชักจะร้อน ๆ หนาว ๆ กับความเข้าใจใหม่ที่ว่า ชีวิตศิลปินไม่ได้มีแต่ความร่ำรวย ชื่อเสียง และความสุขอย่างเดียว เช่นเดียวกับความรักที่ไม่ได้มีแต่เรื่องเซ็กซ์ ที่เพลง 'Halfway off The Balcony' ฌอนเริ่มหันมาดูตัวเอง ใช้เวลากับตัวเอง จนได้พูดกับเสียงในหัว 'Voices in My Head/Stick To a Plan' บอกกับเขาว่าให้เริ่มจริงจังกับชีวิตได้แล้ว ตัวเองมีแผนมีเป้าหมายให้เดินตามจริงหรือเปล่า ฌอนเริ่มนึกย้อนกลับไปดูว่าเขาเคยเข้าใจว่าความสุขเป็นอย่างไร แต่บีทช่วงนี้มันก็ดึงกลับไปเป็นแนวเดิมที่ฌอนเคยทำอัลบั้มก่อน ๆ ด้วย ซึ่งผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นัก แต่ดูที่ตัวความหมายก็ยังต่อเนื่องดีอยู่ ด้วยความหมกมุ่น ฌอนไม่รับแม้แต่โทรศัพท์ที่แม่ตัวเองโทรมา แต่เมื่อเขากำลังนึกถึงเรื่องตอนเด็กเขาก็เริ่มโยงไปถึงแม่ในเพลง 'Sonday Morning Jetpack' ว่าเธอมีอิทธิพล 'Inspire' กับทางเลือกในชีวิตเขาเพียงใด อะไรที่เขาต้องเสียไปเพื่อได้มันมาบ้าง 'Sacrifires' เพลงนี้ต้องขอบคุณ Migos เลยที่คลายความความน่าเบื่อในช่วงหลังของอัลบั้มได้บ้าง

ถึงคราวตัดสินใจ..

           สุดท้ายแล้วก็เป็นแม่เขาเองที่เป็นคนให้ไอเดียนี้กับเขา ระหว่างบทสนทนาในโทรศัพท์ เธอคอยย้ำเตือนถึงเรื่องราวในอดีตว่าเขาเคยทำอะไรที่ทำให้มันเปลี่ยนชีวิตเขาไปบ้าง ทำให้เขาเป็น Big Sean ในปัจจุบัน การทำอย่างหนึ่ง ทิ้งอย่างหนึ่ง แทนที่จะทำอย่างอื่น นี้คือการ 'ตัดสินใจ' ที่ฌอนตระหนักได้ในที่สุด ไม่ใช่แค่สำหรับเขา ในมุมมองที่ฌอนคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญนั้น การตัดสินใจมันส่งผลสำคัญกับคนอื่นด้วย คนของเขา ครอบครัวเขา วัฒนธรรมที่เขาแบกรับ ทุกอย่างนี้ทำให้ฌอนนึกคิดกลับมาที่การตัดสินใจของเขาในปัจจุบันบ้าง มันจะส่งผลอย่างไรในอนาคต ตรงนี้เองที่ฌอนจินตนาการถึงตัวเองเมื่อถึงวัยแก่ชรา เขาจะรู้สึกผิดหวังขนาดไหนถ้าเขาในตอนนี้เกิดคิดทำไปในทางที่ผิด อาจส่งผลให้ชีวิตเขาตกต่ำไป อัลบั้มจบด้วยการบอกให้เราอยู่กับปัจจุบันด้วย อันนี้ก็ดี เพราะฌอนเองเมื่อก่อนผมสัมผัสได้เหมือนกันถึงความมักง่ายของการตัดสินใจในฐานะศิลปิน มักจะคิดว่าทำดีพอแล้ว แต่ผลออกมามันไม่เคยสุด ไม่เคยเกินความคาดหวังของคนอื่นเลย มาอัลบั้มนี้การที่เขาดูโฟกัสกับชีวิตส่วนตัวหลาย ๆ ด้านของตัวเองมากขึ้นมันก็ทำให้งานออกมาดี หลากหลาย มีระดับความน่าสนใจและคุณภาพมากพอให้แฟน ๆ หรือคนอย่างเรา ๆ อยากติดตามว่าเขาจะทำอะไรต่อไป


เพลงที่ชอบ : Moves, Bounce Back, Owe Me, Sacrifices, Jump Out The Window, Light


Big Sean : I Decided (2017)
GOOD / Def Jam
By Jitrpanu Palarit 16/05/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »