Review | Kendrick Lamar - DAMN.


        เคยใช้เวลาครึ่งเดือนกับ good kid, m.A.A.d city เต็มเดือนกับ To Pimp A Butterfly เพื่อพยายามทำความเข้าใจ เก็บรายละเอียด เพราะต้องการเขียนในสิ่งที่เคนดริคต้องการสื่อไปถึงคนฟังจริง ๆ (ในฐานะแฟนเพลงส่วนตัวคนหนึ่ง) แต่ไม่มีอัลบั้มไหนของเคนดริคที่ผมใช้เวลาหาข้อมูลได้เร็วเท่านี้ เข้าถึงเพลงทุกเพลงได้เร็วเท่านี้ และทำผมอึ้งได้ขนาดนี้เหมือนกัน ทันทีที่ผมเรียบเรียงอะไรต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มเขียนอย่างมั่นใจ ก็ดันมีบทสัมภาษณ์ใหม่ของเคนดริคโผล่มา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกอัลบั้ม Zane Lowe ยิงคำถามได้ตรงประเด็นสำคัญ ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับอัลบั้ม ถึงเคนดริคพยายามจะเลี่ยงตอบจุดที่เป็นกุญแจสำคัญของอัลบั้ม แต่เท่านั้นก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนความเข้าใจของผมเกือบทั้งหมด ตั้งใจจะรีวิวละเอียดยิบเหมือนเคยนั่นแหละ แต่อัลบั้มมันเป็นลักษณะลึกซึ้งแต่ไม่ซีเรียส ผมก็จะรีวิวแบบไม่ซีเรียส และเพื่อความเข้าใจถึงแก่น เราจะมาดูอย่างละเอียดไปทีละส่วนของอัลบั้ม เพลงต่อเพลง เราจะขึ้นรถคันเดิมที่เคยนั่งใน GKMC ท่องไปในโลกของเคนดริค ลามาร์ แต่เส้นทางที่รออยู่นั้นต่างออกไปจากเดิม ขอบเขตกว้างขึ้น ทางเลือกอิสระมากขึ้น มีแผนที่พร้อมในมือ แต่ไม่มีใครรับประกันว่าคุณจะไปถึงจุดหมายหรือเปล่า

*ใครที่คิดว่าเข้าใจเพลงทุกเพลงผ่านการฟังเองมาแล้วก็ข้ามตรงนี้ไปเลยก็ได้ เพราะเป็นการตีความหมายรายเพลงมากกว่าการดูภาพรวมแบบช่วงท้ายของบทความ

BLOOD.
เพลงเปิดนี้กล่อมสมอง ด้วยขลุ่ยเบา ๆ เบสบาง ๆ  นำเสนอแนวคิดนามธรรมสองขั้วเป็นครั้งแรก ความชั่วร้าย / ความอ่อนแอ จะอยู่หรือตาย 'คุณตัดสิน' และเป็นการเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวตาบอดคนหนึ่งทำท่าคล้ายกำลังค้าหาบางอย่าง ซึ่งเคนดริคเข้าไปเสนอความช่วยเหลือ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นข้อแย้งว่าเคนดริคต่างหากที่ผู้เสียหายถึงชีวิต ตามด้วยเสียงลูกปืนกระแทกกกหู ปลุกเราทันที บางคนตีความว่าเธอคือ Lady Justice เทพียุติธรรม ถ้าใครจำได้! อัลบั้มที่แล้วเคนดริคเคยเจอสถานการณ์คล้ายกันกับขี้ยาคนหนึ่ง เคนดริคที่เคยคิดว่าตัวเองรู้ดีและหวังดีสุดท้ายกลายเป็นโดนขี้ยาคนนั้นเทศนากลับ เป็นที่รู้กันนะว่าขี้ยาคนนั้นเฉลยตัวเองว่าเป็นใคร โอ้ ขนลุก

DNA.
ก่อนจบเพลงที่แล้ว มีการแซมพลิงคำวิจารณ์ของ Fox News หรือที่อัลบั้มนี้เจาะจงไปที่ Geraldo Rivera เคยกล่าวไว้ว่า " ฮิพฮอพทำอันตรายกับคนแอฟริกัน อเมริกันมากกว่าการเหยียดเชื้อชาติเสียอีก " หลังจากที่เขาเห็นการแสดงสดเพลง 'Alright' ใน BET (ที่เคนดริคยืนบนรถตำรวจ เบื้องหลังเป็นธงอเมริกา) มองแง่ดีก็คือเป็นข้อยืนยันว่าสิ่งที่เคนดริคพูดไว้มันจริงแค่ไหน อเมริกาเป็นประเทศแห่งอิสรภาพแต่ไม่สามารถก้าวพ้นและยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างชาติพันธ์และวัฒนธรรมในสังคมตัวเองน่ะ ยังมีอยู่จริง ใครที่ลุกขึ้นมาตอบโต้จะกลายเป็นคนหัวรุนแรง นอกคอกไปหมด เคนดริคในอัลบั้มนี้เองก็ไม่เหลือเวลามาใจดีแล้ว เพลงนี้เลยออกไปทางความคิดต่อต้านสุดโต่ง ยังไงกูก็ไม่หักหลังโคตรเหง้า (DNA) ตัวเองล่ะวะ ในตัวเพลงนี่นับว่าเดือดสุดนับตั้งแต่ m.A.A.d city เลย ไม่มีอะไรจะมันส์เท่าบีทสับตอนครึ่งหลังของเพลงแล้ว

YAH.
ตรงนี้บรรยากาศเพลงอยู่ดี ๆ ก็เหมือนหลุดไปในห้วงฝันนิทานอะไรสักอย่าง ส่วนหนึ่งก็คงเพื่อเพิ่มชิ้นส่วนทางศาสนาเข้ามาในเนื้อเรื่อง แบบนุ่มนวลที่สุด น่าจะเป็นสถานการณ์ที่เคนดริคหมุนติ้วอยู่ในความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เมื่อคุณพยายามทำดีมาตลอดชีวิตแต่ก็ยังโดนโจมตีอยู่เรื่อย มันก็เหนื่อยเหมือนกัน เมื่อศรัทธาเริ่มโอนเอน ก็จะคล้ายมีสัญญาณบางอย่างส่งตรงจากฟากฟ้าเพื่อเตือนสติเคนดริค เสียงเรดาห์ที่รับสัญญาณมันดัง ยา ยาห์...YAH ย่อมาจากยาห์เวห์ ชื่อที่ประมาณกันว่าใกล้เคียงที่สุดในการเรียกพระผู้เป็นเจ้า เป็นครั้งแรกที่อ้างอิงถ้อยคำจากพระราชบัญญัติด้วย และเคนดริคเสนอสถานะตัวเองว่าเป็น Israelite ที่ผูกพันธ์กับพระเจ้ามากกว่าจะถูกเรียกเป็นชาติพันธ์ุอื่น ๆ

ELEMENT.
เคนดริคตรงนี้ที่ถือว่าตัวเองยืนอยู่คนละระดับกับคนรอบตัวแล้ว เขามองชีวิตส่วนต่าง ๆที่เคยก้าวผ่านมา ที่เคยมีปัญหากับแรปเปอร์คนอื่นมันก็แค่กลายเป็นอีกส่วนหนึ่ง ปัญหาครอบครัวสมัยก่อนก็แค่กลายเป็นส่วนหนึ่ง มันก็แค่ใช้บางส่วนของร่างกายและจิตใจไปเกี่ยวข้อง เขาทำได้ดีเสมอ แต่เขาไม่ได้อยู่ในจุดที่จะทุ่มทั้งหมดไปกับส่วนไหนส่วนหนึ่งของชีวิตอีกแล้ว และทุกอย่างนั้นเองก็เป็นส่วนประกอบให้กับความยอดเยี่ยมในตัวเขาเอง ทำให้เขามีวันนี้

FEEL.
ยังอยู่ในมุมมองของเคนดริคที่มองกลับไปหาความสำเร็จของตัวเอง แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือความรู้สึกด้านลบที่เคนดริคเริ่มสัมผัสได้ เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ตัวเองหวังไม่เป็นไปตามคาด ถึงทุกอย่างที่เขาทุ่มเทจะมีเสียงตอบรับที่ดี คนชอบฟังเพลงเคนดริค ชอบเคนดริค แต่ไม่แน่ใจว่าข้อความที่เขาส่งไปมีประโยชน์อะไรกับคนฟังหรือกับเคนดริคเองหรือเปล่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง สังคมแย่ยังไงก็แย่อยู่อย่างนั้น การแข่งขัน ความเกลียดชังควรจบได้แล้ว คนในครอบครัวเขาตายไปทีละคน คนที่สวดมนต์ให้เขาเหลือน้อยลงทุกวัน แต่คนที่ขอพรจากเขากลับทวีคูณ (เหมือนต่อเนื่องจาก Sing about me หรือผมคิดไปเอง) แล้วควรจะทำต่อไปไหม? เพื่ออะไรล่ะ?

LOYALTY.
คือห้าเพลงแรกมันก็ทำให้ผม Damn! ได้เรื่อย ๆ อยู่ มาถึงเพลงนี้มันกลับกลายเป็น ห่ะ? ตามชื่อเพลงมันควรเป็นส่วนสำคัญในธีมอัลบั้มเลยนะ คือความหมายมันก็ยังอยู่แถวนี้แหละ ความซื่อสัตย์ภักดีต่อคนอื่น ต่อตัวเอง ในฐานะของคนหลังประสบความสำเร็จที่ไม่ลืมกำพืด แต่มันก็แค่นั้นไง แนวเพลงที่เคนดริคให้เรามันไม่ได้นำเสนอส่วนที่สำคัญอะไรกับอัลบั้มนอกจากเอามาไว้กดข้ามเลย Riri เราก็ไม่น่าจะโผล่มาบ่อยด้วย เสียดาย

PRIDE. และ HUMBLE.
มาเพลงนี้ก็ดึงความสนใจเรากลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ขณะที่เพลง Pride ที่หมายถึงความทะนงตน บีทเพลงกลับมีนุ่มนวล เศร้าศร้อยและสับสน แต่เพลง Humble ที่หมายถึงถ่อมตัวกลับเป็นการสั่งให้คนอื่นถ่อมแทน บีทและอีโก้ที่รุนแรงมันขัดแย้ง ตลกร้าย เหมือนสะท้อนคำตอบกลับไปที่เพลง FEEL หนึ่งในบาปทั้งเจ็ด Pride การทะนงตนนี้มีคุณโทษนานาประการ เราควรจะภูมิใจกับสิ่งที่เราทำไปสิ ใช่ไหม ถ้าคุณลองมาอยู่ในจุดที่ตัวเองยิ่งใหญ่ขนาดนี้ การเจี๋ยมเจี้ยมถ่อมหรือยืดอกเหยียบหัวคนอื่นอันไหนมันน่าสนุกกว่าล่ะ แต่ลึก ๆ เคนดริคยังสงสัยอยู่ การถือตัวเองว่าสำคัญ มันสำคัญจริง ๆ หรือ แล้วก็ท่อนฮุก 'Maybe I wasn't there' กับท่อนสองทั้งท่อนเนี่ย ผมโคตรตื่นเต้นที่จะบอกความหมายมันเลย รอจนช่วงท้ายบทความก่อนนะ

LUST. และ LOVE.
ราคะ อีกหนึ่งบาปเจ็ดประการ ที่เป็นความต้องการแรกเริ่มดั้งเดิมของมนุษย์ ชื่อเสียง ความมั่งคั่ง ลงไปถึงการสนองความต้องการพื้นฐานตัวเองในชีวิตประจำวัน กินขี้ปี้นอน ในท่อนฮุกเคนดริคแสดงความต้องการ (หงี่) อย่างสุด ๆ ในทางศาสนา เสมือนไฟนรกโหมไม่มีวันมอดดับ ซึ่งมันจะตรงข้ามกับ Love ความรักที่เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับคนอื่น เพื่อคนอื่นมากกว่า คุณค่าทางดนตรีเพลงเลิฟไม่มีอะไรให้พูดถึงเลยครับ แสดงความรู้สึกอีกส่วนแบบทื่อ ๆ พอ ๆ กับ Loyalty สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่เพลง Lust เริ่มมีการแอบนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของมนุษย์กับเรื่องของคนบนฟ้า เพลงจบท้ายที่การอ้างอิง James 4:4 บอกว่าผู้ที่จมปลักกับเรื่องทางโลกก็คือผู้ที่คิดต่อต้านพระเจ้า..

XXX
หลังจากเรื่อยเปื่อยมาหลายเพลง ตรงนี้เป็นตัวแทนของความรุนแรง โศกนาฏกรรม ความวุ่นวายสับสนอลหม่านทั้งปวงในอเมริกา เคนดริคยังคงความหัวรุนแรงลักษณะเลือดแลกเลือด สองท่อนแรกเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและมีแต่จะมากขึ้น จนช่วงสุดท้ายบีทปรับโทนเบาลง มุมมองเปลี่ยนมาเล่าด้วยความรู้สึกเศร้า มีเหตุผลมีผลในลักษณะการเมือง และเสียงโบโน่ก็ช่วยดำเนินความรู้สึกต่อไปในลักษณะของคนเกือบจะปลง

FEAR.
เพลงนี้หลาย ๆ คนเชื่อว่าเคนดริคยืนยันความเห็นส่วนตัวว่า ที่ตลอดชีวิตเขาต้องลำบาก ตกอยู่ใต้ 'ความหวาดกลัว' ทุกช่วงอายุ 7-17-27 และยังกลัวสิ่งที่จะเกิดต่อไปอีก เป็นเพราะคำสาปตามบันทึกในคัมภีร์เวอร์ชั่นหนึ่ง ผู้ที่ติดตามพระผู้เป็นเจ้า คือชาวอิสราเอลเชื้อสายแท้เท่านั้น ซึ่งรวมถึงคนแอฟริกา คนละติน และอเมริกันพื้นเมือง ซึ่งเมื่อพวกเขาทิ้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันเป็นบ้านเกิดที่แท้จริง ไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น แตกแขนงเป็นศาสนาอื่น ไปนับถืออย่างอื่น เลยเป็นความผิดไป และถูกกดขี่ปกครองโดยคนขาวที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงอื่น ๆ ตามมาอีกมากมายในประวัติศาสตร์ แต่ประเด็นนี้เราจะพูดถึงต่อทีหลัง ที่ผมชอบเพลงนี้ที่สุดเพราะมันเป็นฮิพฮอพแบบที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว การเล่าเรื่องที่แบ่งพาร์ท แบ่งโฟลวชัดเจน ประกอบและประสานความรู้สึกไปกับดนตรีแบ็คกราวด์ได้กลมกลืน มันดาร์คมาก ๆ ด้วยแหละ เหมือนมันขับร้องจากจิตวิญญาณในตัวมากกว่าตัวเคนดริคเอง สุดท้ายเพลงทิ้งทวนด้วยข้อความลึกซึ้งให้เราไปคิดต่อเอง

GOD.
น้ำพุ่งเลยครับฟังรอบแรก โคตรจี้ ครั้งแรกเลยมั้งที่เคนดริคทำอะไรอย่างนี้ เหมือนโดนผี Drake ขี้เมาเข้าสิง ไม่ใช่แค่ความหยาบของงานโปรดัคชั่น ความหมายของเพลงที่เคนดริคเหมือนเป็นการพูดผ่านมุมมองของพระเจ้า แต่เป็นพระเจ้าที่แปลกมาก กวนตีน หลงตัวเอง และดูเอาแน่นอนไม่ได้ มันให้ความรู้สึก แบบกูเทพ มากกว่า ไม่รู้เกี่ยวกับที่แกเคยตั้งชื่อเอมวีว่า God is Gangsta ตอนนั้นรึเปล่า * แต่เพลงนี้ก็สำคัญมากในการเดินเรื่องในอัลบั้มด้วยแหละ อย่าพึ่งเกลียดกัน

DUCKWORTH.
ชื่อเต็มเคนดริคคือ Kendrick Lamar Duckworth นะ เผื่อยังไม่รู้ สังเกตดูไอเดียของอัลบั้มนี้เคนดริคเล่นเรื่องของครอบครัวตัวเองค่อยข้างบ่อย ก็เพราะมันคือตัวแปรสำคัญในคอนเซ็ปต์ เรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อระหว่างพ่อแท้ ๆ ของเคนดริคและซีอีโอค่ายเพลง Top Dawg ที่เคนดริคอยู่ Anthony เคยเป็นคนทำงานด้านมืดมาก่อน มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขามีเรื่องในร้านเคเอฟซีที่ขณะนั้นพ่อของเคนดริคทำงานเลี้ยงครอบครัวที่สถานะไม่ค่อยสู้ดีอยู่ แอนโธนี่ที่เคยมีประวัติปล้นร้านและยิงคนไปปีก่อน พ่อเคนดริครู้ข่าวนี้ จึงเลือกบริการให้เฉพาะหน้า แอนโธนี่มีสิทธิ์กินฟรีที่ร้านไป แอนโธนี่จึงไม่ก่อเรื่องและชอบเขาเป็นพิเศษ ต่อมาเคนดริคในวัยสิบหกได้โอกาสเข้าเซ็นสัญญากับค่ายโดยแอนโธนี่เป็นผู้บริหาร โดยที่ทั้งพ่อเขาและแอนโธนี่ก็ไม่รู้เรื่องถึงความสัมพันธ์ใด ๆ จนวันหนึ่งในสตูดิโอพ่อเคนดริคแวะเข้ามาหาและบังเอิญได้เจอแอนโธนี่ ก็แตกตื่นไปทั้งคู่ เป็นเรื่องตลกร้ายที่ทั้งคู่กอดคอเล่าซ้ำไปซ้ำมา และเคนดริคที่เป็นส่วนสำคัญในเรื่องก็เลือกเอามาเล่าเพื่อเป็นเนื้อหาสำคัญในการวางโครงสร้างอัลบั้ม ช่วงท้ายเพลงมีเสียงเหมือนรีวิดีโอกลับไปหาเสียงพูดที่เป็นช่วงแรกของเพลงเริ่ม จุดนี้แหละครับคือคำตอบของทุกอย่าง

       "เราจะทำอัลบั้มแบบ To Pimp A Butterfly อีกก็ได้ แต่ไม่สนุกเหมือนเดิมแล้ว เราต้องผลักดันตัวเองไม่หยุดอยู่ที่เดิม" Sounwave - โปรดิวเซอร์คนหลักในอัลบั้มเล่าผ่านโทรศัพท์ส่งตรงจากแอลเอ "ผมไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าคำจากปากผมคือคำตอบทั้งหมดของอัลบั้ม ผมชอบทฤษฎีสมคบคิดนั่นนะ ตอนที่พวกคุณคิดได้เกี่ยวกับอีกอัลบั้มที่สอง (ทฤษฎีอัลบั้ม NATION.) จากแค่ข้อมูลไม่กี่อย่างจากอัลบั้มนี้ มันสุดยอด มันทำให้เรารู้ว่าสมองแฟน ๆ ของเคนดริคอยู่ในระดับไหน" ถึงทฤษฎีนั้นกลับกลายเป็นแค่ทฤษฎี ไม่ใช่แค่ Sounwave ตัวเคนดริคเองก็ยอมรับว่าทึ่งที่คนติดตามผลงานเขาบางทีก็สามารถมีแนวคิดอะไรต่าง ๆ ไปได้ไกลกว่าเขาเสียอีก "มัน Blow My Mind เลย" แสดงให้เห็นว่าโลกของเคนดริคมันมหัสจรรย์แค่ไหนในแง่ของการแลกเปลี่ยนดนตรีและความคิด ร้อยคนก็มีทฤษฎีของตัวเองไม่ซ้ำกัน ที่ผมจะบอกคือ สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ เป็นไปได้ ไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับทั้งตัวอัลบั้มและการพยายาม "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" มองโลกแบบ Kendrick Lamar โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลผ่านงานเพลงเก่า ๆ และทฤษฎีทางวิชาการที่ไม่หลุดโลกจนเกินไป มั้งนะ

         เริ่มกันที่เรื่องแนวคิดนิยัตินิยม (Determinism) ก่อน เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ เราจะสมมติเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่ง เดินไปซื้อไอติมที่ร้านหน้าปากซอย อะไรคือ 'ปัจจัย' หรือ 'ตัวแปร' ที่ทำให้เกิดการกระทำนั้น แนวคิดนี้เชื่อว่า 'มนุษย์ไม่(เคย)มีอิสระภาพที่แท้จริง' จากสถานการณ์ข้างต้น พิจารณาจากพื้นที่และเวลา ชายคนนั้นถูกคำนวณเอาไว้แล้วว่า เมื่อถึงปีนั้น วันนั้น เวลานั้น แดดจะร้อน ที่บ้านเขาจะไม่มีอะไรกิน ตู้เย็นจะเสีย ไฟดับ อะไรก็แล้วแต่ที่กระตุ้นให้กลไกในสมองของเขาคิดจะลุกจากเก้าอี้ไปซื้ออะไรคลายร้อน และสนองความต้องการทางรสชาติ ลงลึกไปอีก! แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เขาเลือกซื้อไอติมร้านนั้น ต้องเอารสชาตินั้น เวลานั้น "กูโดนเมียใช้ซื้อของไง ร้านนั้นใกล้สุด แอร์เย็น ของถูก แคชเชียร์ก็น่ารัก" ไม่ใช่ครับ เพราะการมีอยู่ของสมอง-ร่างกายเรา-ร้าน-บ้าน-ถนน-อากาศ-โลก-อวกาศ-เวลา ที่ถูกคำนวณเอาไว้เป๊ะ ๆ ให้อยู่ตรงนั้น ตอนนั้น ทำให้เราต้องคิดตัดสินใจเช่นนั้น ทุกอย่างจะต้องถูกดึงดูดเข้าหากันสักวัน

       พูดอีกอย่างก็คือเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรเลยตังแตเริมเกิตมา เหมือนกับบางคนที่กำลังอ่านประโยคเมื่อกี้แล้วคิดว่าผมเขียนผิด ก็เพราะถูกกำหนดมาแล้วเหมือนกัน (555555) เพราะฉะนั้นแนวคิดนี้ก็เหมือนเป็นการตบหน้าพี่ตูนที่คิดเพลงแบบ "ชีวิตเป็นของเรา" ไปเต็ม ๆ คือผมไม่ได้จบปรัชญามาก็เข้าใจไปเช่นนั้น ไม่ได้ลงลึกไปถึงความแน่นอน/ไม่แน่นอน ในระดับจุลภาค/มหภาค ผิดตรงไหนแย้งได้นะ แต่แนวคิดนี้เป็นที่ทราบกันว่ายากที่จะปฏิเสธทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในทางวิทยาศาสตร์จะถูกพูดถึงในลักษณะว่าเป็นกฎตายตัวของจักรวาล เป็นตัวเลข ชีวิตมีสมการกำหนดอยู่ ถ้าคำนวณได้อาจทำให้เราเข้าใจอดีต ปัจจุบันและทำนายอนาคตได้ อะไรแบบนั้น แต่ในทางศาสนาเค้าถือโอกาสนี้อธิบายว่า (จะไม่แตะต้องพุทธ) สมการนั้นคือพลังที่ยิ่งใหญ่ทำหน้าที่บงการทุกอย่างให้เป็นไปตามต้องการ ในลักษณะการกระทำแบบบุคคล แบบที่เคนดริคนำเสนอให้เราในอัลบั้มนี้ พระเจ้านั่นเอง


      ส่วนสิ่งที่กระตุกความคิดผม(และมั่นใจ)ที่จะเขียนรีวิวมาในทิศทางนี้(นอกจากข้อความ Voicemail)ก็คือภาพข้างบนนั่นแหละ Sounwave เขาทวิตภาพนี้ลงตอนที่อัลบั้มออก ถ้าใครเคยดู The Matrix และเข้าใจไอเดียไปจนถึงปรัชญาจะรู้ว่ามันสำคัญกับอัลบั้มนี้ขนาดไหน เคนดริคเคยอ้างอิงถึงเดอะแมทริกส์ในเนื้อเพลงไม่ต่ำกว่าห้าเพลงได้ เช่น ยาเม็ดฟ้าและแดง (สีฟ้ายอมอยู่โลกลวงตา สีแดงออกสู่ความจริง) เทวภาวะ รวมถึงการใช้ประโยค 'Ignorance is Bliss' มาเป็นชื่อเพลง ที่แสดงให้เห็นว่าเขาสนใจไอเดียนี้มานานแค่ไหนแล้ว ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจจากฉากในหนัง ที่นีโอไปหาผู้พยากรณ์และเธอพูดกับนีโอว่า ไม่ต้องคิดมากเรื่องแจกันนะ นีโองง ถามไปว่า "แจกันไหน?" แล้วทันใดแขนของเขาก็ไปปัดแจกันข้าง ๆ ตกแตก ตรงนี้เป็นความตั้งใจของผู้พยากรณ์ที่จะสื่อว่า ไม่ใช่ว่าเธอทำนายว่าเขาจะทำแจกันแตก แต่ถ้าเธอไม่ได้ทักเรื่องแจกันกับเขาแต่แรก นีโอจะทำแจกันจะแตกหรือเปล่า 

ลึกซึ้งครับ ลึกซึ้ง...


       เอาล่ะ กลับมาที่ตัวอัลบั้มได้ สรุปอย่างง่าย เชื่อได้ว่าเกือบทุกคน(รวมถึงผม)ได้ฟังรอบแรก ความรู้สึกที่ได้คือ การฟังเพลงต่อเพลงมันธรรมดามาก เปราะบาง ไม่สอดคล้อง แทบไม่มีเหตุผลเลยด้วยซ้ำไป ก่อนตัดสินใจอย่างนั้น มาดูการวิเคราะห์อันนี้ก่อน เมื่อเราฟังบนลงล่าง จะได้ความหมายแค่เปลือกนอกของเพลง มันจะไปเป็นไปในความหมายของอารมณ์และกายภาพมนุษย์ เริ่มต้นที่ 'BLOOD.' เลือด! คือสิ่งที่สามารถเป็นได้ทั้ง จุดเริ่มต้นของจุดจบ และจุดจบที่พึ่งเริ่มต้น เราเลือกได้เลย ทดอันนี้ไว้ในใจ ทีนี้ฟังต่อไป เดิมทีเลือดก็คือน้ำแดง 'DNA.' ต่างหากคือรหัสที่กำหนัดลักษณะและรูปร่างหน้าตาสิ่งมีชีวิต เมื่อเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งที่ทำให้คนเป็นมนุษย์คือจิตใจ ตรงนี้ 'YAH.' สิ่งที่เหนือธรรมชาติมอบบางสิ่งให้เรา อย่างความซับซ้อนทางความคิด 'ELEMENT.' กลั่นกรองโดยสิ่งแวดล้อมและสังคมสะสมเป็นความรู้สึก 'FEEL.' เช่นความซื่อสัตย์ 'LOYALTY' ความภูมิใจ 'PRIDE' ความสมถะ 'HUMBLE' เมื่อพ้นจากความนึกคิดพื้นฐาน สิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่าอย่าง ความใคร่ 'LUST.' ที่มาควบคู่กับความรัก 'LOVE.' ทุกสิ่งนั้นล้วนเป็นผลให้เกิดความโกลาหลในท้ายที่สุด 'XXX' (อันนี้สัจนิยมหน่อย เชื่อไม่เชื่อก็ได้) จากนั้นสิ่งที่ผุดขึ้นในห้วงอารมณ์ส่วนลึกของมนุษย์ทุกคน ความกลัว 'FEAR.' บั่นทอนความรู้สึกอื่น ๆ ของเรา เมื่อคนเราเกิดวิตกจริตขึ้นมาจะทำอะไรไม่ถูก เริ่มแยกดีแยกชั่วไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ 'GOD' ศาสนาที่เป็นแบบแผนในการสร้างกฎระเบียบอัตโนมัติในจิตใจคน บุญบาปคือสิ่งที่ควรทำและไม่ควร

        นั้นคือสิ่งที่หล่อหลอมและเอาไปเปรียบเทียบได้กับชีวิตเราทุกคน แต่แล้วเมื่อมาเมื่อมาถึงเพลง 'DUCKWORTH.' นี่คือเจาะจงที่เคนดริคคนเดียวเลย นามสกุลเขาเลย เรื่องราวส่วนตัวเขาเลย คล้ายว่าเมื่อชีวิตเคนดริคเดินตามแบบแผนนั้นมาถึงจุด ๆ หนึ่ง เขาย้อนนึกถึงวันวานและคิดถึงเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเขาขึ้นมา (แบบเรื่องราวในเพลงนี้แหละ ย้อนขึ้นไปอ่านอีกได้) ทำให้เขาเกิดความเข้าใจใหม่ น่าทึ่ง จนต้องอุทานว่า DAMN! และก็ทำหน้าแบบในปกอัลบั้ม ซึ่งมันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง ทั้งอึ้ง ตกใจ หดหู่ จิตตก และดิ่งลึกไปในห้วงความคิดตัวเอง เพราะว่าเมื่อพิจารณาดูแล้ว แค่เหตุการณ์ขำ ๆแบบในเพลงสุดท้ายนี่มันเป็นจุดสำคัญในชีวิตเขาขนาดไหน ถ้าพ่อเขาโดนยิงตาย เคนดริคที่โตขึ้นมาบนเส้นทางที่โหดร้ายอยู่แล้วโดยไม่มีคนดูแลชี้นำจะเป็นยังไง มันเป็นคอขาดบาดตายเลย ลองนึกถึงฮิพฮอพทุกวันนี้ถ้าไม่เคยมีคนที่ชื่อ Kendrick Lamar โผล่มาตั้งแต่ต้นสิ จะไม่มีศิลปินแห่งยุคสมัยทำเพลงให้เราได้ฟัง จะไม่มีผมที่นั่งเป็นบ้าเขียนรีวิวยืดยาวตอนเที่ยงคืนแบบนี้แน่นอน


       สิ่งเคนดริคเห็นเมื่อมองย้อนกลับไป (แล้วเราจะมองผ่านเขา ไม่ใช่ฟังย้อนล่างขึ้นบนนะ แค่คิดย้อนตามให้ทันเพราะตอนนี้มันสำคัญที่เนื้อหามากกว่าแล้ว) คือ พระเจ้าและโชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตทั้งชีวิตของเขาครับ ถ้าเราลองติดตามเนื้อเรื่องแบบย้อนกลับ ก็จะได้ good kid, m.A.A.d city อีกเวอร์ชั่นนึงเลย แต่ไม่ใช่การเล่าเรื่องราบ ๆ แบบเดิม เปลี่ยนมาใช้แนวคิดทฤษฎีแบ่งลำดับเหตุการณ์แทน จำความกวนตีนของเพลง GOD. ได้ไหมครับ นั่นแหละคือพระเจ้าที่เคนดริคตีความได้ในตอนนั้น เขาเข้าใจแล้วว่าพระเจ้ารู้สึกอย่างไรและทำอะไรได้บ้างเมื่อมีอำนาจในมือ เช่น การสร้างคน สร้างพล็อตชีวิตคน และกำหนดอะไรตามใจตัวเองไปซะทุกอย่าง เพราะฉะนั้นก็อย่าว่าอะไรเลยที่ผม(เคนดริค)เป็นคนอย่างเนี้ย "Don't Judge me!" ซึ่งก็ต่อเนื่องไปเลยที่เพลง FEAR. ว่าทำไมความกลัวถึงครอบงำความรู้สึกนึกคิดเขามาตลอดชีวิต (อ้อ สังเกตเสียงเคนดริคที่กรอย้อนกลับในเพลงไหมครับ นั่นก็เป็นสัญญาณให้เรารับรู้ถึงไอเดียนี้เหมือนกัน ไอ้ "We gon' put it in reverse!" ที่ kid Capri แหกปากนั่นก็ด้วย) ส่วนหลาย ๆ เพลงที่เหลือก็เข้าใจได้โดยใช้การอธิบายเดียวกัน พระเจ้ายัดคนลงโปรแกรม และใส่ออปชั่นความดีและเลวร้าย ความรักความชัง ซึ่งอะไรต่าง ๆ มันเริ่มแจ่มแจ้งที่เพลง PRIDE เคนดริคเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล รู้สึกว่าบางทีเราอาจจะไม่ใช่คนที่กำหนดเส้นทาง ท่อนสองทั้งท่อนคือวัมุตินิยม,สูญนิยมที่เกิดขึ้นกับเคนดริคล้วน ๆ ท่อนฮุก 'maybe I wasn't there' 'หรือมันไม่ใช่เราตั้งแต่แรก?' ยืนยันความเชื่อนี้ตรง ๆ ทั้งยังมีเสียงชวนขนลุกของ Anna wise ร้องคลอตามมาว่า I Saw you first...

        จนท้ายที่สุด เคนดริคก็สรุปตัวเองเลยว่าเป็นของเล่นเลโก้ที่อยู่ในระบบตัวต่อขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าคอมป์ตัน ใหญ่กว่าอเมริกา ซับซ้อนกว่าธรรมชาติ และเขาทำได้แค่ใช้ชีวิตไปตามคำสั่งมันเท่านั้น (คล้าย ๆ ในซีรี่ย์ Westworld) ซึ่งในเพลง 'YAH' เคนดริคเจอคนบงการสิ่งนี้แล้ว (เรดาร์ดัง) จำเรื่องคนอิสราเอลที่พูดถึงข้างบนได้ป่ะครับ เคนดริคที่เชื่อในคำสาปแล้วเกิดความกลัวจับใจ ไม่อยากให้คนเรียกเขาแอฟริกัน-อเมริกันธรรมดาอีกเลย ให้เรียก Israelite แทน ด้วยความหวังว่าจะหลุดพ้นจากอะไรก็ตามที่เขากลัว อะไรก็ตามที่ทำให้ชีวิตยากจน อันธพาล และชาวคริสต์ผู้อับโชค ฝังรากอยู่ใน DNA. ของเขา และแล้วมันก็วนลูปไปที่เพลงแรก BLOOD. ด้วยความพีคถึงที่สุด สุดท้ายก็คือหญิงสาวตาบอดคนนั้นเองเป็นคนกล่าวจบอัลบั้มให้เรา "You lost, your life" ...คุณตายตั้งแต่แรกแล้ว

       สุดท้ายท้ายสุดจริง ๆ ละ คหสต. สิ่งที่อัลบั้มนี้เหมือนกับอัลบั้มก่อนก็คือข้อคิดที่ว่า ถ้าจะเปลี่ยนโลกให้เปลี่ยนที่ตัวเองก่อน อัลบั้มนี้ก็คือลงรายละเอียด อธิบายว่าจะย้อนดูตัวเองยังไงดี (อธิบายได้ยากชิบหายวายวอด) ส่วนตัวผม(ยัง)ไม่ใคร่จะเชื่อเรื่องโชคชะตา หรือเรื่องที่มีใครจะมากำหนดชีวิตเราเท่าไหร่นัก แต่ก็ยอมรับว่าแนวคิดที่เคนดริคนำเสนอนี่ก็น่าสนใจจริง และขอบอกไว้ก่อนเลย เหมือนกับอัลบั้มก่อน ๆ ไม่มีทางที่เคนดริคจะยึดเอาแนวคิดเดิมมาใช้ประกอบชีวิตตลอดไปหรอก ตัวแกเองยังไม่ได้บอกเราเลยว่าจริง ๆ แล้วตัวเองเกลียดหรือจะตอบรับยังไงกับ พระเจ้าท่านนี้ ตามบทสัมภาษณ์ เคนดริคบอกว่าอัลบั้มนี้คือตัวแทนอีกส่วนในชีวิตเขา เพื่อแผนการทำเพลงระยะยาว และเป็นการฝึกฝน (Kung Fu Kenny! นั่นแหละ) ทดลองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไป

เพลงที่ชอบ (มากไปน้อย) : FEAR, PRIDE, DNA, HUMBLE, XXX, DUCKWORTH, ELEMENT, BLOOD, LUST, YAH


Kendrick Lamar : DAMN. (2017)
Top Dawg, Aftermath, Interscope
By Jitrpanu Palarit 21/04/2017


การโต้แย้งเพื่อให้รู้ความจริงเป็นสิ่งที่ดี เถียงเราได้เลยนะ

Previous
Next Post »