Review | Kanye West - The Life of Pablo


 If Pablo is indeed St. Paul, Kanye might have a passage on his mind from Corinthians, Chapter 13 verse 2: "If I have a faith that can move mountains, but do not have love, I am nothing."
 - Pitchfork

Kanye West อเมริกันแร็ปเปอร์ผู้มากไปด้วย ego กับผลงานสดูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 ที่เราเฝ้ารอคอยมานานแสนนานหลังจาก Kanye ไปโลดโผนในวงการแฟชั่นซะเนิ่นนาน เอกลักษณ์หรือลายเซ็นอย่างหนึ่งที่ Kanye มีมาตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มนี้ที่แยกเขาออกจากแร็ปเปอร์อื่น ๆ อย่างชัดเจน นั้นก็คือ Kanye มีความเป็นศิลปินหรือ Artist สูงมาก เขาไม่เพียงเปลี่ยน Mood หรือ Theme ของอัลบั้ม แต่รวมไปถึงการแต่งกายไปจนถึงการแสดงคอนเสิร์ตเลยทีเดียว จากอัลบั้มแรก CD - soul / LR - orchestral,soul / Grad - electro/arena-ready massiveness / 808s - new wave/auto-tune / MBDTF - prog rock / Yeezus - industrial/house/dancehall/punk แต่ทั้งหมดของอัลบั้มก็ยังมีกลิ่นอายความเป็น Hip-hop/Rap อยู่บ้างยกเว้นเพียงแต่ 808s and heartbreak ที่ดูจะเป็นอัลบั้มที่มีความเป็น groundbreaking เอามาก ๆ คือยังไม่เคยมีใครหรือศิลปินคนไหนทำมาก่อน แถมมันยังเป็นอัลบั้มที่น่าจะทรงอิทธิพลของเขาที่สุดแล้วด้วย กลับมาที่เรื่องอัลบั้มล่าสุดกันดีกว่า อัลบั้มชุดที่ 7 ของเขาอัลบั้มนี้นั้นดูจะเป็นอัลบั้มที่ Kanye มีความไม่แน่นอนและสับสนมากที่สุดในบรรดาทุกอัลบั้มของเขา ดูง่าย ๆ ตั้งแต่ชื่ออัลบั้มที่เขาเปลี่ยนบ่อยจนแฟน ๆ พากันงง ตั้งแต่ So Help Me Gold/SWISH/WAVES จนมาได้ชื่อนี้ของอัลบั้ม 



และเมื่อเราเจาะลึกลงไปแล้ว ถ้า Pablo Picasso ศิลปินเอกของศตวรรษก่อนเป็นที่มาของอัลบั้มนี้แล้วละก็ ผลงาน ชุดก่อนทั้ง 3 อัลบั้มของเขาก็เปรียบได้กับผลงานในแต่ละยุคสมัยของ Picasso ได้เลยทีเดียว Kanye ยุคสีน้ำเงิน หรือ Blue Period (808s & Heartbreak), ยุคสีชมพู หรือ Rose Period (My Beautiful Dark Twisted Fantasy), และยุคเหนือจริงหรือยุคคริสตัล Crystal Period (Yeezus) น่าตลกที่ถ้าเปรียบเทียบกับศิลปินเอกแล้ว Picasso หลังจากหมดความท้าทายในวงการศิลปะก็ใช้ชีวิตบั่นปลายสุดท้ายกับภรรยาของเขาเช่นเดียวกับที่ศิลปินเอกหลาย ๆ คนทำ ถ้าเราจะเปรียบเขากับ Picasso แล้ว The Life of Pablo ก็เปรียบเหมือนบั้นปลายสุดท้ายของเขางั้นเหรอ? ถ้าเราฟังทั้งหมดของอัลบั้มให้ดีละก็นี่เป็นอัลบั้มที่ Kanye พูดพร้ำเพ้อถึงความร่ำรวย เรื่องชู้สาวความรัก ชีวิตในวงการของเขามากที่สุดในทุกอัลบั้มเลยทีเดียว จะว่าไป Kim Kardashian เองก็มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับ Jacqueline Roque ภรรยาที่พักผิงสุดท้ายของ Picasso ที่เขาศรัทธาและรักมากที่สุด เป็นที่รู้กันว่า Picasso นั้นเป็นอภิมหา playboy ตัวพ่อคล้าย Kanye อีกด้วย หรือเขาอาจจะสื่อถึง Pablo Escobar เจ้าพ่อยาเสพติดชื่อดัง
รึปล่าว? เราจะมาวิเคารห์กันไปทีละนิดจากทั้งหมดของอัลบั้มชุดนี้กันครับ

" See, I invented Kanye, it wasn't any Kanyes, and now I look and look around and there's so many Kanyes " - จากเพลง I Love Kanye

The Life of Pablo ดูเป็นอัลบั้มที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของหลาย ๆ อัลบั้มของเขา มันเป็นอัลบั้มที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย แค่เป็นอัลบั้มที่เขาอยากทำออกมาแค่นั้น และมันดีมาก ๆ ซะด้วย ย้อนกลับไปเมื่อตอนก่อนที่เขาจะปล่อยอัลบั้ม Kanye ได้เผยให้เห็น Acts แต่ละ Acts ในอัลบั้ม หรือ parts แต่ละ parts นั้นเอง โดยอัลบั้มมีอยู่
3 ส่วน โดย Acts แรกของอัลบั้มจะเป็นเรื่องของการขออภัยและปลดเปลื้องเรื่องที่มันระทมในจิตใจของเขา Ultralight Beam และ Fathers Stretch My Hands เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด และ Acts ที่ 2 ของอัลบั้ม คือการที่เขาพยายามต่อสู้กับปีศาจในจิตใจของเขา การพยายามเป็นสามีที่ดี การพยายามเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ก่อนที่ทุกอย่างจะเหมือนถูกชำระล้างด้วย Acts สุดท้ายนั้นคือ ตั้งแต่เพลง Waves เป็นต้นไป เหมือนอารมณ์คลื่นเข้ามาซัดเรื่องทุกอย่างออกไป ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอัลบั้มจริง ๆ นั้นจบลงตั้งแต่เพลง Wolves แล้ว สังเกตจากในเพลง 30 Hours ในท่อน Outro นั้น Kanye บอกเองว่านี้คือ Bonus Track นั้นหมายความว่าอัลบั้มจริง ๆ จบตั้งแต่ Wolves แล้วนั้นเอง

หนึ่งในเรื่องที่จะพูดถึงไม่ได้เลยเกี่ยวกับอัลบั้มอย่างหนึ่งก็คือ Features ของศิลปินในอัลบั้ม ซึ่งในอัลบั้มนี้ก็เหมือนกับอัลบั้มเก่า ๆ ของเขาที่ขนเพื่อนพี่น้องศิลปินมาเต็มไล่มาตั้งแต่ Chance The Rapper/The Dream/Kelly Price/Kid Cudi/Desiigner/Rihanna/Young Thug/Chris Brown/The Weekend/Ty Dolla $ign/Frank Ocean/Kendrick Lamar ซึ่งเป็นเหมือนลายเซ้นต์อย่างนึงไปแล้ว โดยเฉพาะ Kid Cudi น้องชายสุดรักที่เคยอยู่ใต้ร่มเงาและทำงานกับ Kanye มาตั้งแต่อัลบั้ม 808s สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรวมถึงนักวิจารณ์ นักฟังเพลงหลายคนศรัทธาในตัวของ Kanye นั้นก็คือเขาสามารถดึงเอาความสามารถของศิลปินออกมาได้อย่างน่าทึ่ง จะเห็นได้จากหลาย ๆ อัลบั้มของเขา เป็นที่รู้กันดีว่า Kanye เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีมาก ๆ ในเรื่องนี้ ตัวอย่างง่าย ๆ เลยอย่างเช่น Rick Ross ในเพลง Devil in the new dress ในอัลบั้ม Mbdtf หรือแม้กระทั่ง Nicki Minaj ในเพลง Monster ในอัลบั้มเดียวกันนี้ ซึ่งผมเชื่อเลยว่านั้นแทบจะเป็น Verse ที่ดีที่สุดในอาชีพการทำงานของสองคนนี้แล้ว ส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นอย่างนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะ Kanye มีความตั้งใจและจริงใจอย่างมาก เวลาเขาอยู่ในห้องอัดเสียงหรือเวลามีประชุมวางแผนอัลบั้ม คงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ศิลปินผู้ร่วมงานด้วยเกิดความรู้สึกมีพลังผลักดันไปด้วยในตัว อย่างในเพลง Ultralight Beam แทร็คเปิดอัลบั้มนี้จะเห็นได้ง่าย ๆ เลยว่า Chance The Rapper ดึงเอา
ความสามรถออกมาแบบสุด ๆ แล้วเข้าอารมณ์กับเพลงได้อย่างลงตัวเอามาก ๆ



มาพูดกันถึงเนื้อหาและ Concept ของอัลบั้มกันดีกว่า ถ้าเราวิเคราะห์ให้ดีตั้งแต่ภาพหน้าปกอัลบั้มที่ดูเหมือนทำออกมาแบบหยาบ ๆ นี้แล้วละก็หลาย ๆ คนคงคิดเหมือนกันว่าทำไม Kanye ผู้ที่ใส่ใจเรื่องหน้าปกอัลบั้มให้ออกมามีความลึกซึ้งและเข้ากับ concept ของอัลบั้มมาตลอด ถึงได้ทำแบบไม่จริงจังขนาดนี้ ? ถ้าลองอ่านที่ใต้ปกเราจะเห็นคำว่า
" Which One " หมายถึงเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ? แล้วภาพปกก็มีเหมือนภาพพิธีแต่งงานซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นพ่อและแม่ของ Kanye และอีกภาพหนึ่งคือภาพของหญิงสาวที่โชว์ให้เห็นบั้นท้ายงาม ๆ หรือว่า Kanye กำลังจะสื่อว่าเขาควรจะเลือกครอบครัวหรือควรเลือกความเสเพลซึ่งเป็นนิสัยเดิมของเขาดี ? "Now if I fuck his model and she just bleached her asshole and I get bleach on my T-shirt I'mma feel like an asshole" - จากเพลง Fathers Stretch My Hands pt.1 Verse นี้ของเพลงที่ 2 ของอัลบั้มดูจะสื่อชัดเจนที่สุด ซึ่งหลาย ๆ คนที่ฟังคงจะเหวอไม่น้อยเพราะ Kanye ไม่เคยร้องอะไรอย่างนี้มาก่อนในชีวิตสายดนตรีแน่ ๆ ถ้าเราฟังดีให้ดี ๆ เราจะเห็นความเจ็บปวด ego หรือความยโสโอหัง ความสับสน ในอัลบั้มนี้ เขาอาจจะตั้งใจให้มันออกมาแบบนี้

มาวิเคราะห์เพลงไปทีละเพลงกัน เริ่มจาก Ultralight Beam เพลงที่ดูจะมีสาระที่สุดของอัลบั้ม เดิมทีเพลงนี้ควรจะเป็นเพลงปิดอัลบั้มแต่ Kanye ก็เลือกที่จะนำมาเป็นเพลงเปิดแทบจะก่อนเปิดตัวอัลบั้มไม่กี่ชั่วโมง เพลงที่กล่าวถึงความเชื่อของ Kanye ต่อพระผู้เป็นเจ้า " We don't want no devil in the house, We want the lord " Intro ที่ขึ้นด้วยเสียงเด็กคนนึงกับแม่ที่กำลังสวดภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้า Kanye ไม่เพียงสวดภาวนาให้ตัวเขาเองแต่ยังสื่อเพลงนี้ไปให้คนอื่น ๆ บนโลกอีกด้วย "Pray for Paris" ทราบกันดีว่า Kanye เคยบอกว่าอัลบั้มนี้คือ Gospel Album หรืออัลบั้มที่เกี่ยวกับศาสนา ถ้าฟังจากเพลงนี้นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ Kanye พยายามจะบอกเราแน่ ๆ Kanye ใช้เสียงเหมือนเหล่าศาสนิกชนกำลังร่วมร้องไปกับเขาเหมือนในเพลงจากอัลบั้ม College dropout นั้นคือ Two word, Never let me down เพลงพีคที่สุดใน Verse ของ Chance The Rapper ที่ฟังแล้วต้องทึ้งใน Skill และน้ำเสียงของเขามาก ๆ เพลงปิดด้วยเสียงของ Kirk Franklin ที่บอกว่าเพลงนี้สำหรับทุกคนที่สิ้นหวังในชีวิต ก่อนที่เพลงจะตัดไปที่ Fathers Stretch My Hands pt.1 ด้วย Sample เพลงของ Pastor T.L. Barrett " You' re the only power " เพลงพยายามสื่อถึงการทะเลาะระหว่าง Kanye และคนรัก แต่สุดท้ายเขาก็อยากเพียงแค่ตื่นมาแล้วได้มองตาเธอก็เพียงพอแล้ว แลดูโรแมนติกดีนะถ้าไม่นับไอ้ท่อนแรกของ Verse ที่ผมได้พูดถึงไปแล้ว น่าตลกดีที่ Kanye สามารถทำให้ Kid Cudi ร้องเพลงได้ดีสุด ๆ เหมือน Kanye รู้วิธีใช้งานเสียงของ Kid มากกว่าเขาจะใช้เองเลยเสียอีกนะ เพลงตัดไปที่ Part 2 ใน part นี้ Kanye พูดถึงเรื่องที่เขาไม่ค่อยมีเวลาโทรหาภรรยาขณะที่ทำงาน และพูดถึงการจากไปของแม่ เป็นที่ทราบกันว่าพ่อของ Kanye นั้นคือ Ray West ทิ้งแม่ของเขาไปตั้งแต่ Kanye อายุได้แค่ 3 ขวบ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องเอาเวลาไปทำงาน Kanye คงกลัวว่าเขาจะทำอะไรซ้ำรอยพ่อแล้วเสียคนรักไป โดยก่อนปล่อยอัลบั้ม Kanye ได้โพสต์ภาพเนื้อเพลงนี้แล้วบอกว่าพ่อคือแรงบันดาลใจสำคัญของเพลง Kanye Sample เพลง Panda ของศิลปินในสังกัดเขาคนใหม่นั้นคือ Desiigner นั้นเอง ก่อนที่เพลงจะจบลงด้วย Sample เดิมจาก Intro และเข้าสุ่เพลงที่ 4 ของอัลบั้ม Famous

เช่นเดียวกับอัลบั้มก่อน ๆ Kanye มักมีเพลงที่เรียกว่าเป็นจุดพีคเพลงแสดง ego เต็มเหนียวของเขาถ้าไล่มาตั้งแต่อัลบั้มแรกก็จะมี Jesus walk/Touch the sky/Stronger-Can't tell me nothing/Amazing/Power/I Am a God และถ้า The Life of Pablo มีเพลงไหนที่จะใกล้เคียงก็น่าจะเป็นเพลงนี้หรือไม่ก็เพลงถัดไปและครับ Kanye เป็นศิลปินและ โปรดิวเซอร์ ที่ไม่ใช่แค่นำเพลงเก่า ๆ มา Sample อย่างเดียวแต่เขาสามารถทำให้เพลงเก่านั้นกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวได้อย่างน่าฟังพิลึกเช่นในเพลงนี้ที่เขา Sample เพลง Do what you gotta do ของ Nina Simone ซึ่งเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่เขาใช้เพลงของเธอ Kanye ให้ Rihanna ร้องเพลงนี้ในกลางเพลงซึ่งมันเข้ามาก ๆ และยิ่งเพลง Bam Bam ในท่อนสุดท้ายของเพลงยิ่งสุดยอด ต้องยอมรับในความสามารถด้านนี้ของเขาจริง ๆ และที่พูดถึงไม่ได้คือ verse แรกของเพลงที่มีจิก Taylor Swift แม้ Kanye จะบอกว่าเคลียกับเธอแล้วแต่ Taylor ก็มีเอาคืนตอนขึ้นไปรับรางวัล Grammy ด้วยนะ 2 คนนี้คงเป็นคู่แค้นกันไปอีกนานแล้วละผมว่า และเพลงถัดไป Feedback หนึ่งในเพลงที่พีคสุดในอัลบั้ม โดย Verse ที่ 2 ของเพลงมีการกล่าวถึง Pablo Escobar เจ้าพ่อยาเสพติดชื่อดัง เป็นการยืนยันว่าเขามีแรงบันดาลใจของชื่อ Pablo มาจากบุคคลที่ไม่ใช่แค่คนเดียว เพลงให้อารมณ์เหมือนเราฟังอัลบั้ม Graduation ผสมกับ Yeezus อย่างลงตัว "Name one genius that ain't crazy" เป็นการตอกย้ำของ Kanye ต่อผู้คนว่าเขาน่ะอัจฉริยะแค่ไหน เพลงปิดด้วยเสียง Kanye เล่นมุขขำ ๆ ก่อนที่เพลงจะเชื่อมไปที Skit
Low Light แทร็คนี้ผมไม่ขอนับเป็นเพลง Kanye บอกภายหลังว่าเขาอยากให้คนฟังรู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่แม่กำลังพานั่งรถไปโรงเรียน แล้วก็ไปทำงานต่อ เป็นแทร็คสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าคล้าย Ultralight Beam ต่อด้วยเพลง Highlights ดูเหมือน Kanye แกจะชอบแทร็คชื่อแนวนี้เป็นพิเศษมาก ๆ Flashing Lights/Street Lights/All of the lights และในอัลบั้มนี้อีก 3 Lights ในเพลงนี้ Kanye พูดถึงชีวิตในวงการ มีการพูดถึง Ray j แฟนเก่าของ Kim อีกด้วยพูดเชิงแดกดันว่าได้เธอก่อนแล้วไง กูรวยกว่า ทำนองนั้น "I need every bad bitch up in Equinox/
I want to know right now if you a freak or not" เพลงจบด้วยเนื้อเพลงขำ ๆ นี้

เพลงต่อไป Freestyle 4 เพลงที่มีโทนเพลงกดดันสุด ๆ ให้อารมณ์เหมือนเพลงในอัลบั้ม Yeezus ผมชอบบีทและ Sample เพลงนี้มากเป็นพิเศษ เหมือนในชื่อเพลง Kanye ร้องบ่นเหมือนคนหลุดโลกเมายาเสียสติ พร้ำเพ้อถึงเรื่อง Sex และโวยวายในงาน Party เพลงจบที่ท่อน Hook ของ Desiigner อีกแล้ว เดิมที Kanye เป็นคนร้องเองทั้งเพลง แต่สงสัยแกคงคิดว่าอารมณ์เพลงมันไม่แรงพอเลยเปลี่ยนให้ Desiigner มาแจม ก่อนที่จะตัดมาที่ Skit ที่ 2 ของอัลบั้ม "I Love Kanye" Skit ขำ ๆ นี้ เป็นการจิกกันใครหลาย ๆ คนที่ชอบว่าเขาเปลี่ยนไปบ้าง หลุดโลกไป อยากให้กลับมาเป็น Kanye สมัยน่ารัก ๆ แบบเมื่อก่อน "I love you like Kanye loves Kanye" ประโยคยอดฮิตที่ชาวเน็ตชอบเอามาล้อ Kanye จริง ๆ Skit นี้มันก็ไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าคิดดี ๆ ผมว่ามันก็จริงอย่างที่เขาบอก เขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด และเหมือนทุกอย่างถูกชำระล้างด้วยเพลง Waves แทร็คที่ใส่เขามาในอัลบั้มแทบจะวินาทีสุดท้ายก่อนปล่อยอัลบั้ม เพลงที่ฟังสบายที่สุด และดูสดใสที่สุดในอัลบั้มแถมได้ Chris Brown มาช่วยร้องท่อน Hook ให้ "Even when somebody go away/The feelings don't really go away" ท่อนนี้ของเพลงเขาน่าจะสื่อถึงแม่ของเขาแน่นอน แม้เพลงจะดูเป็นเหมือนเพลง Pop ดาด ๆ ทั่วไปแต่ผมมองว่า Kanye ทำออกมาได้แตกต่างมาก ๆ เพลงตัดมาที่โทนเศร้าอีกครั้งใน FML ตามชื่อเพลงครับ FML=Fuck My Life เพลงที่แสนเจ็บปวดนี้ระบายความทุกข์ระทมในจิตใจของ Kanye ที่สุดในอัลบั้มได้ The Weeknd มาร้องท่อน Hook ให้ "Don't stop your loving/Don't stop for nothing/They don't wanna see me love you" ท่อน Outro ที่ผมฟังแล้วโคตรเศร้า มันจะมีอะไรเศร้าไปกว่าการที่เรารักใครสักคนนึงแต่ทุกคนกลับไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น Kim Kardashian ถูกมองว่าเป็น Yoko Ono ของ Kanye มาโดยตลอด ทั้งเพื่อนฝูงคนรอบข้าง แม้แต่แฟนเพลงสังคม เกลียดคู่รักคู่นี้อย่างมาก แต่ Kanye ก็ยังรักก็นี่คือแม่ของลูกเขาหนิถูกไหม ? เพลงเชื่อมโยงกันจนถึงแทร็คสุดท้ายของอัลบั้ม Real Friends เพลงถัดมาที่บ่นในเรื่องความสัมพันธุ์ของเขากับเพื่อนฝูงที่พากันไม่เข้าใจใน Kanye 
"I guess I get what I deserve, Don't I?" หลังเขาโด่งดังเขาก็ไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนฝูงเนื่องจากวุ่นอยู่แต่ทำงาน ดูเหมือนว่าเขาจะแยกไม่ออกอันไหนงานหรือครอบครัว เพราะเขาต้องเป็นทั้งศิลปินและสามีในเวลาเดียวกัน ก่อนจะเชื่อมไปยังแทร็คสุดท้ายของอัลบั้ม Wolves จริง ๆ เพลงนี้นั้นออกมาตั้งแต่ปี 2015 ในการเปิดตัว Yeezy season 1 โดยเป็นที่เข้าใจว่าเป็นแทร็คเปิดอัลบั้ม ซึ่งหลาย ๆ คนก็โปรดปราณ Ver. ก่อนของเพลงมากกว่า แต่ใน Ver. นี้ผมมองว่าถึงไม่ดีเท่าแต่มันเข้ากันกับอัลบั้มมากกว่า ได้ Frank Ocean มาร้อง Outro ให้ เพลงเหมือนดึงเอาอารมณ์ของทั้งอัลบั้มมาไว้ในที่เดียว เขาหลงทางสับสนสุดท้ายได้มาเจอ Kim ผู้เป็นเหมือนทุกอย่างของเขาในตอนนี้ "If mama knew now, How you turned out, you too wild" Kanye นั้นเปลี่ยนไปมากหลังจากสูญเสียแม่ไป ท่อนนี้ของเพลงดูจะบอกทั้งหมดได้ดี

สรุปภาพรวมของอัลบั้ม ยังไงผมก็มองว่า Kanye คงจะไม่สามรถทำ Album ทีดีไปกว่า My Beautiful Dark Twisted Fantasy ได้แน่สำหรับผม ทั้ง ๆ ที่ Kanye ทำอัลบั้มอย่าง MBDTF แค่ปีเดียวเองนะ แต่ก็ช่างมัน อัลบั้มนี้ไม่ใช่อัลบั้มที่เปลี่ยนวงการ ไม่ใช่อัลบั้มที่สุดยอดแรงบันดาลใจ ไม่ใช่อัลบั้มที่มี Message อะไรมากมาย แต่มันเป็นอัลบั้มที่ผมประทับใจมาก ๆ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้จากอัลบั้มนี้แน่ ๆ คือ Kanye West ตอนนี้คือศิลปินในวงการ
Hip Hop ที่มี Discography ที่ perfect ที่สุดแน่ ๆ คงมีเพียงคนเดียวที่ผมพอนึกออกว่าอาจจะ ทำได้ใกล้เคียงคือ Kendrick Lamar ในเวลานี้เท่านั้น แต่เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้า My Beautiful Dark Twisted Fantasy คือ นรก Yeezus คือ โลกมนุษย์ The Life of Pablo ก็คือสรวงสวรรค์ละนะ สุดท้ายถ้านี้เป็น Gospel Album ละก็ Kanye คงไม่ใช่ทั้ง Picasso หรือ Escobar แต่คงเปรียบเสมือนนักบุญเปาโล (St.Paul) ละมั้ง และอ้างอิงจากเพลง Wolves ถ้า Kanye คือ Joseph และ Kim คือ Mary สิ่งหนึ่งที่อยู่ในหัวของเขาอาจจะเป็น แมขาพเจาจะประกาศพระวาจา เขาใจธรรมล้ำลึกทุกขอและมีความรูทุกอยาง หรือมีความเชื่อพอที่จะเคลื่อนภูเขาได ถาไมมีความรัก ขาพเจาก็ไมมีความสําคัญแตอยางใด " จากโครินธ์ บทที่ 13 วรรค 2 
(สวัสดี)




เพลงที่ชอบ (เรียงจากมากไปน้อย) : Ultra Light Beams, Famous, Real Friends, Father Stretch My Hands Part. 1, Feedback, Freestyle 4, FML, 30 Hours, High Lights, Pt.2, Wolves, Waves, Fade, No More Parties in L.A., Facts

Kanye West : The Life of Pablo
Def Jam, G.O.O.D. Music
Review By Phattadon Nilphat 19/02/2016


Previous
Next Post »