Review | Elvis Presley - Self-Titled


 ไม่ใช่ศิลปินในยุค'50 ทุกคนที่ผลงานเพลงยังสามารถจัดจำหน่ายและตีตลาดบันเทิงได้ในปัจจุบัน แล้วสำหรับศิลปินที่ค่อนข้างเอนเอียงไปทาง 'ไอดอล' อย่างเอลวิสแล้วด้วย ประเมินได้ว่าหน้าตาคงไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับคนที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ดนตรีเท่าไหร่ เอลวิสคือตำนานอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่เพราะเขาเสียชีวิตเร็ว ไม่ใช่เพราะท่าเต้นสะบัดขาหรือจอห์นทรงเสน่ห์ แต่คือมรดกที่เขาทิ้งไว้ให้กับโลกดนตรี เปลี่ยนจากยุคสมัยบลูส์นุ่มนวล สู่ยุคคันทรี่บลูส์,ร็อคแอนด์โรลได้โยกกันมันส์สะใจ (ปรากฏการณ์ Rockabilly) ผลงานเพลงสองอัลบั้มแรกและการเข้าสู่โลกบันเทิงบนจอโทรทัศน์อย่างเต็มตัวของเอลวิส เขาได้โลดแล่นอยู่ในชาร์ตเพลงและได้สร้างชื่ออย่างก้าวกระโดด (เป็นดนตรีร็อคแรกๆที่ยอดขายเกินล้าน) สู่สมญานาม 'The King' หนึ่งในความสำเร็จนั้นคืออัลบั้มเปิดตัวของเอลวิสอัลบั้มนี้เอง

 ศิลปินไอดอลกับค่ายต้นสังกัดที่เป็นฝ่ายดูแลนั้นดูเหมือนจะเป็นปัญหามาทุกยุคสมัย เอลวิสช่วงร้อนแรงย่อมเป็นที่จับตามองของค่ายยักษ์ใหญ่ในการฉุดตัวมาเสริมบารมี การถูกดึงตัวจากค่ายRCAในราคา 35,000 ดอลล่าห์ในขณะนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย แม้เรื่องราวพวกนี้จะฟังดูน่าเบื่อในแง่ของการรีวิวเพลงหรือตัวอัลบั้ม แต่ในกรณีของเอลวิสนั้น เหตุการณ์พวกนี้มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนอัลบั้มนี้สู่ความสำเร็จที่เราได้เห็นอยู่ทุกวันนี้ มากเลยทีเดียว ความสำเร็จของเอลวิสนั้นถึงขั้นเป็นตัวชี้วัดอนาคตของ Steve Sholes ผู้บริหารบริษัทที่มีสัญญาของเอลวิสอยู่ในมือ สงครามจิตวิทยาระหว่างค่ายเพลงเกิดขึ้น ศิลปินคู่แข่งเอลวิสในขณะนั้นก็มีไม่น้อย ข้อกำหนดลิขสิทธ์ที่ยังไม่ชัดเจนในสมัยนั้นทำให้มีข้อขัดแย้งระหว่างค่ายและศิลปิน เรียกได้ว่าแบบเพลงต่อเพลง 'Heartbreak Hotel' เพลงที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้มนี้ กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของเรื่องอีกส่วนหนึ่ง มาถึงจุดนี้ก็เป็นช่วงที่เอลวิสมีบทบาทสำคัญที่สุด พรสวรรค์ของเขาได้ถูกแสดงให้เห็นทีละน้อย เอลวิสตัดสินใจคัดเลือก/คัดกรองเพลงเองโดยตรง และทำการดัดแปลงเพลงที่ยังไม่ลงตัวหรือบกพร่องในเรื่องของคุณภาพมาปรับใหม่ ให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง (แม้จะมีประเด็นปัญหากับเรื่องเพลงต้นฉบับหลายๆเพลงในขณะนั้น ที่ผมคงไม่พูดถึงอย่างละเอียดนัก มันยาว)

 เพลงแรกของอัลบั้ม 'Blue Suede Shoes' ที่แต่เดิมต้นฉบับเป็นของ Carl Perkins โดยทางค่ายให้เกียรติรอจนกระแสเพลงเวอร์ชั่นของเขาดร็อปลงแล้วจึงปล่อยในเวอร์ชั่นของเอลวิสในแบบซิงเกิ้ลก่อน ความแตกต่างคือเอลวิสและวงของเขาทำให้เพลงดูสนุกเร้าใจมากกว่าในต้นฉบับ และยังเป็นครั้งแรกที่เอลวิสใช้เสียงเปียโนในเพลง แน่นอนว่าเพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทั้งกระแสเพลงปากต่อปากและเชิงพาณิชย์ อัลบั้มนี้ยังประกอบด้วยดนตรีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยังคงสไตล์ร็อคแอนด์โรล,บลูส์,อาร์แอนด์บีในวงดนตรีของเอลวิส การชะลอจังหวะระหว่างเพลงช้ากับเพลงเร็วโดยไม่ทิ้งคอนเซ็ปอัลบั้ม ทำให้อัลบั้มนี้ค่อนข้างเปิดกว้างสำหรับการเปิดฟังในทุกโอกาส เช่นเพลงบัลลาดอย่าง I'm Counting On You, Trying To Get To You ก็ไม่ได้ไปขัดใจกับเพลงเร็วอย่าง One Side Love Affair, Tutti Frutti หรือ Just Because เป็นอารมณ์ที่ได้เต้นและเกี้ยวสาวในงานปาร์ตี้ในเวลาเดียวกัน และเพลง I Got a Women, I'll Gonna Sit Down and Cry ที่ได้มาจากเพลงอาร์แอนด์บีคลาสสิคปี'40 ได้โชว์ให้เห็นถึงความสามารถด้านน้ำเสียงของเอลวิส ที่ร้องเล่นเสียงพร้อมกับเล่นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะได้อย่างคล่องแคล่ว ที่ผมสนใจที่สุดเห็นจะเป็นเพลง Blue Moon เพลงนี้เปลี่ยนจังหวะมาเป็น ดูวอป (Doo-Wob) แบบตัดบทโดยสิ้นเชิง เป็นสไตล์ที่นิยมและมีต้นฉบับมาจากเพลงช่วงปี'30 เสียงเอลวิสเข้ากันกับโทนที่มืดมนของเพลงได้เป็นอย่างดี

 ทุกอย่างบ่งบอกถึงศักยภาพในการผสมผสานแนวดนตรีของเอลวิสระหว่าง ร็อค, คันทรี่, บลูส์, อาร์แอนด์บีและอื่นๆ อัลบั้มนี้ไม่เพียงเป็นกระแสนิยมของผู้ฟังต่างวัย แต่ยังเป็นตัวผลักดันวัฒนธรรมดนตรีทั้งวงในและแนวเพลงอื่นๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่สำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นต่อไปที่สำคัญหลายคน ที่สำคัญคือ มันเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อร็อคแอนด์โรลในยุคนั้นไปตลอดกาล

เพลงที่ชอบ : Blue Suede Shoes, I'm Counting On You, One Side Love Affair, I Love You Because, Just Because, Tutti Frutti, Trying To Get To You, I'm Gonna Sit Right Down and Cry, I'll Never Let You Go, Blue Moon


Elvis Presley : Elvis Presley (1956)
RCA Victor
Review By Jitrpanu Palarit 16/01/2016


Previous
Next Post »