สดุดีแด่ Mos Def (Yasiin Bey) การจากไปของตำนานอีกหน้าหนึ่งของฮิพฮอพ

แปลจากบทความ - djbooth.net/news/entry/2016-01-20-tribute-mos-def
------------------------------------------------------------------------

Mos Def เข้ามาเปลี่ยนชีวิตผม และมันได้จบลงแล้ว
  ประโยคที่ศิลปินโปรดเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณ สำนวนที่ฟังดูซ้ำซากจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ในกรณีนี้ มันจริงมากทีเดียว ผมมักจะเขียนเกี่ยวกับการพิสูจน์ว่าฮิพฮอพยังมีชีวิตอยู่ Mos Def จะเป็นคนที่ผมอิงถึงตลอดในแง่ที่เขาเป็นอีกคนที่ช่วยต่อลมหายใจของวัฒนธรรมฮิพฮอพ มาตอนนี้เขากลับกลับตัดสินใจมาหยุดไปมันไปดื้อๆ...

 เมื่อคืนก่อน การยืนยันจากเว็บไซต์ KanyeWest.com ได้รายงานว่า Yasiin Bey (หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็น Mos Def ในปี 2011) จะหยุดงานทุกอย่างในวงการดนตรีและอุตสาหกรรมบันเทิง โดยทันทีทันใด และจะปล่อยอีกหนึ่งอัลบั้มสุดท้ายวางแผงภายในปีนี้สำหรับเป็นของขวัญอำลา และคงจะมีสิ่งเดียวที่ผมทำได้เมื่อได้ยินข่าวแบบนี้ คือ คว้าหูฟัง - เปิดอัลบั้ม Black on Both - ฟัง - และเริ่มเขียนบทความนี้

  ครั้งแรกที่ผมเข้าโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในโรงเรียนไฮสคูล ช่วงนั้นการฟังเพลงฮิพฮอพส่วนตัวผมเอนเอียงไปทางกระแสหลัก อย่าง Jay Z Biggie Nas ผมสะสมอัลบั้มเด่นๆได้แทบทุกชิ้น หรือแรปเปอร์ทุกคนที่ผมเคยได้ยินทาง MTV แต่ในระหว่างช่วงชั้นปีที่สองของผม เทปรวมเพลงอย่าง Lyricist Lounge และ Soundbombing เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ผมได้เข้าถึงฮิพฮอพใต้ดินและเริ่มทำผมคลั่งไปเลย เพลงของ Black Star กระแทกเข้าสมองผมเหมือนใช้ค้อนขนาดใหญ่ Kweli เองก็เป็นอีกคนสำคัญสำหรับแรปเปอร์คู่หูนี้ 'นักมวยฟราเซีย' เป็นเหมือนตัวแทนของความมั่นคงสม่ำเสมอของฟอร์มการเล่น แต่ Mos Def เป็นเหมือน มูฮัมหมัด อาลี ผู้ที่ทำลายมันลง ความคล่องแคล่ว จังหวะการต่อย อะไรก็ตามที่คิดว่าจะใช้โจมตีเขาได้ กลายเป็นว่าเขาจะเหมือนหายตัวไปเฉยๆ ซึ่งจะมีเพียงจังหวะพิดพลาดเสียจังหวะที่อาจสามารถเอาเขาลงได้แบบหักมุมๆ ผมไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าจะมีโอกาสได้ฟังอะไร ที่ให้ความรู้สึกของความสวยงามและการทำลายล้างในเวลาเดียวกัน แบบในท่อนฮุกของเพลง Respiration อีกครั้ง



 " So much on my mind that I can't recline 
Blastin holes in the night til she bled sunshine   
Breathe in, inhale vapors from bright stars that shine 
Breathe out, weed smoke retrace the skyline 
 Heard the bass ride out like an ancient mating call
I can't take it y'all, I can feel the city breathing 
Chest heaving, against the flesh of the evening 
Sigh before we die like the last train leaving "

  เป็นไปได้เหรอที่คำจำพวกนี้ถูกคิดค้นมาจากมันสมองของมนุษย์!? คือประโยคที่ผุดขึ้นในหัวผมเสมอ เมื่อผมพยายามนึกถึงเนื้อเพลงต่างๆของ Black Star และอัลบั้มเดี่ยวของ Mos ที่ชื่อว่า Black on Both Sides อัลบั้มนี้มันคือ คัมภีร์ ไม่อาจใช้คำธรรมดามาเปรียบเปรยได้เลยจริงๆ ผมหมายถึง เอ่อ ในมุมมองแบบคัมภีร์ไบเบิล อัลบั้มนี้เป็นเหมือนตัวแทนของสวรรค์ เป็นตัวตนของเขาและเจตจำนงที่จะปลดแอกโลกนี้ นี่คือยุคก่อนจะมีพวก Spotify ก่อนที่การสะสมเพลงจะถูกรวบจำกัดไว้แค่ในโทรศัพท์มือถือ เมื่อครั้งที่คุณเก็บซีดีไว้บนรถเฉพาะแนวเพลงที่คุณชอบ และอาศัยเพียงกระแสปากต่อปาก ผมฆ่าเวลาระหว่างทำงานช่วงฤดูร้อนด้วยการลองท่องจำ ว่าผมจะสามารถจำทุกท่อนทุกคำในอัลบั้มไว้ในหัวผมได้หรือไม่ ผมเผลอหัวเราะเสมอเมื่อหวนนึกถึงท่อน "ass so fat you could see it from the front" (ตูดเธอใหญ่ชะมัด มองจากข้างหน้ายังเห็นเลย) ในเพลง Ms. Fat Booty และผมเล่นเพลง 'Mathematics' บ่อยจนเห็นภาพ DJ Premier แสครชแผ่นโชว์อยู่ในฝัน

  ผมเกลียดที่จะใช้คำว่า "under-rated" (ประเมินค่าต่ำไป) ในเมื่อ Mos Def ไม่เคยได้อยู่ในระดับความสำเร็จในเชิงพาณิชย์หากเทียบกับศิลปินความสามารถด้อยกว่า นั่นก็เป็นเพราะจุดมุ่งหมายในงานดนตรีของเขาไม่เคยอยู่ในรูปแบบการค้า "ทำไมยอดขายอัลบั้ม Black on Both Sides ไม่ถึงระดับ Platinumล่ะ?" คุณคงนึกออก การที่เหล่าวัยรุ่นตอนนัันจะขอเงินพ่อแม่ซื้ออัลบั้ม ที่พูดถึงแต่ปัญหาสังคม, มลพิษในน้ำ หรือการต่อต้านระบบทาส คงยากจะเป็นไปได้ ถึงยังไง Black Star ก็สมควรได้รับคำสรรเสริญมากกว่าที่เป็นอยู่ ผมขอยืนยันจนถึงวันที่ตัวเองลงหลุมเลยว่าอัลบั้มนี้คือความยอดเยี่ยมเปี่ยมด้วยความปราณีต ทั้งยังทรงพลังและมีอิทธิอย่างยิ่ง แฟนๆ Drake อาจจะคิดว่า Aubrey Graham คือแรปเปอร์คนแรกๆที่ร้องเพลงไปด้วย แต่เพลง 'Umi Says' ยืนยันว่าความคิดนั้นน่าหัวเราะสิ้นดี


chrisistoocool.tumblr.com
  ย้อนกลับไปเมื่อก่อน ผมเคยรู้สึกเสมอว่าวันที่ Mos Def จะลาวงการนั้นจะมาเร็วกว่าที่คาดไว้ เร็วกว่านี้เสียอีก นับตั้งแต่วันที่เขาปล่อยอัลบั้ม Black on Both Sides ชื่อของเขาก็ได้สลักอยู่ในตำนานอีกหน้าหนึ่งของฮิพฮอพที่ยากที่จะลืมไปแล้ว แต่อัลบั้มถัดมานั้น 'The New Danger' เขาเริ่มเหินห่างจากฮิพฮอพ เป็นดนตรีร็อคด้วยความคาดหวังที่เขาพยายามทักทวงร็อคว่าเป็นของคนผิวสีมาแต่เดิม แน่นอนว่ามันทำให้เขาตกต่ำลงในวงการ เขาออกอีกเพียงหนึ่งอัลบั้มในอีกสิบปีให้หลัง 'The Ecstatic' ถึงอย่างนั้น Black Star ก็กลับมารวมกันในรายการโชว์ต่างๆหรือถ่ายวิดีโอโปรโมท แต่เป็นเพียงครั้งคราวเท่านั้น

  แรปเปอร์ คล้ายกับนักมวย ชื่อเสียงบั้นปลายที่เริ่มไม่ดี ทนเดินไปตามเส้นทางที่แตกร้าวจนในที่สุดก็หมดทางเดิน ทางเดินนั้นค่อยๆหดสั้นลงไปนับตั้งแต่วันที่เข้าสู่โลกอุตสาหกรรมดนตรี เงินทอง ชื่อเสียง หรือยาเสพติด ส่งผลให้สิ้นสุดชีวิตการทำงานทันที ความรู้สึกไม่สบายใจจะเริ่มเกิดขึ้นกับคุณเมื่อคุณเริ่มมีชื่อเสียง ใช้เวลาตลอดปีทำงานรับเสียงปรบมือ Mos Def ไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่ใช่นักธุรกิจอย่าง Jay Z เขาเคยให้สัญญาว่าจะเดินจากไปทันทีหลังจบการแสดงสุดท้ายที่ Madison Square Garden เขาค่อยๆปล่อยวางตัวเองอย่างระมัดระวังจากวงการดนตรีได้ซักพักแล้ว คุณคงไม่ใช้เวลาถึงหกปีกับครอบครัวในแอฟริกาใต้หรอก ถ้าคุณยังสนใจจะเป็นแร็พสตาร์อยู่ ดังนั้นจึงเชื่อว่านี่จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของเขาอย่างแท้จริง ต้องยอมรับ ไม่ว่ามันจะออกมาดีหรือร้าย สำหรับผมมันจะเป็นดั่งบทเพลงขับบรรเลงเพื่อไว้อาลัยแด่การจากไปของเขา



  Yasiin Bey นั้นยังไม่ตาย ไม่ได้กำลังจะตายด้วย แต่การลาวงการครั้งนี้คือข่าวการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการสำหรับ Mos Def ในชื่อของแรปเปอร์คนหนึ่ง นักดนตรีคนหนึ่ง มันจึงไม่ต่างจากการตายไปเลย นำมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัย ผมเปิดฟัง Black on Both Sides อีกรอบระหว่างเขียนประโยคนี้ มันเป็นมากกว่าอัลบั้มเพลง มันเป็นดั่งเครื่องจักร ชีวิตทั้งชีวิตผมขับเคลื่อนไปพร้อมกับมัน แล้วเมื่อชายคนสร้างอัลบั้มนี้ลาจากไป มันเหมือนส่วนหนึ่งในความทรงจำผมได้จากไปเช่นกัน และไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย
  มันรู้สึกเหมือนบีทเพลง ที่คุณพึ่งทำเสียไป 
.
.
เหมือนกับได้รับความจำปวดที่มากเกินไป สำหรับความรู้สึกอ่อนโยน 
.
.
เหมือนได้เห็นรถไฟขบวนสุดท้าย ค่อยๆเคลื่อนไปจากคุณ
.
.
.
.
------------------------------------------------------------------------
Previous
Next Post »